มือมฤตยู

fun888300px; height: 300px;” />

ตามความรู้ความเข้าใจเบื้องต้น เย็นวันศุกร์คือช่วงเวลาที่ความหฤหรรและผ่อนคลาย

แม้จะยกเว้นอยู่บ้างก็อาจจะเป็นชาวเมืองที่กรุงเทพฯ เนื่องจากรถติดบรรลัยจนกระทั่งหมดอารมณ์สุนทรี

 ธรรมดาแล้ว อังกฤษ ประเทศที่ผับมีทุกหัวมุมถนนและมีจำนวนหลายชิ้นกกว่าร้านขายกาแฟ ถ้าหากเป็นวันสุดท้ายที่การทำงานประจำสัปดาห์แบบงี้ ไปดูได้เลย ข้างหลัง 5-6 นาฬิกาเย็นไปแล้วจะเห็นคนออกมายืนกันจนกระทั่งหน้าร้านค้า ในโทรศัพท์มือถือเครื่องดื่มกระตุ้นเลือดลมขนาด 1 ไพน์ตคุยกันเบิกบาน

ที่ออกมายืนนี่ก็เนื่องจากภายในร้านค้ามันเต็ม คนเยอะ หน้าเคาน์เตอร์บาร์พนักงานก็ยุ่ง ลูกค้าเข้าแถวสั่งเบียร์สดกันอย่างสม่ำเสมอ

มันคือบรรยากาศของความผ่อนคลาย ส่วนใหญ่ก็มากันทั้งชุดที่มีไว้ใส่สำหรับทำงานนั่นแหละ แวะมากระดกสัก 2-3 ไพน์ต ตึงๆแล้วค่อยเข้าบ้าน

ซึ่งถ้าหากลูกค้าคนไหนกันแน่เป็นแฟนบอล เชื่ออย่างมากว่าวันศุกร์ที่ผ่านมาจะยิ่งรู้สึกสนุกสนานเป็น 2 เท่า โดยเฉพาะแฟนผี

สื่อทีนี่ถึงกับกล่าวว่า ค่ำวันศุกร์ที่ผับจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

นั่นเนื่องจากฤดูกาลนี้เป็นครั้งแรกที่ พรีเมียร์ ลีก มีโปรแกรมเตะกันวันศุกร์ด้วย

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านพบ เซาธ์หมูแฮมป์ตัน เตะเปิดฉากการปรับผังการแข่งขันชิงชัยใหม่ของ พรีเมียร์ ลีก

เวลาคิ๊กออฟที่บ้านพวกเราคือตี 2 จัดว่าดึกไปสักนิดสักหน่อย แม้กระนั้นที่อังกฤษ 2 ทุ่ม เวลากำลังได้เลย ยิ่งหน้าร้อนแบบงี้พระอาทิตย์ตกช้า บรรยากาศเลยครื้นเครงมาก

การที่ต้องมาเตะเร็ววันศุกร์ โดดๆอยู่คู่เดียว เชื่ออย่างมากว่าไม่เฉพาะแต่แฟนผีที่จะจับตาดูเกมนี้ แม้กระทั้งแฟนกลุ่มอืนมีจังหวะก็ตั้งตาดูอย่างเดียวกัน

มีหลายเหตุผลที่ทำให้เกมนี้เป็นที่สนใจ

หนึ่งในนั้นหนีไม่พ้น ปอล ป็อกบา

ป็อกบา คือนักเตะที่ได้รับความพอใจเยอะที่สุดในโลกแล้วในช่วงที่ผ่านมานับแต่ย้ายกลับรังเก่าด้วยค่าจ้างเป็นสถิติโลก

เรียกว่าของใหม่กำลังเห่อ

นัดหมายเปิดฤดูกาลบุกอัด บอร์นมัธ ยังเร็วเกินไปที่จะมีส่วนร่วม แม้กระนั้นหลังจากนั้น มูรินโญ่ ก็แถลงชัดว่า ป็อกบา จะได้ลงสนามแน่ในเกมที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

คำกล่าวของ มูรินโญ่ ถูกตอกย้ำซ้ำเติมด้วยการที่ ป็อกบา ขึ้นเป็นนายแบบหน้าปก United Review หนังสือแม็ทช์เดย์ โปรแกรม ของนัดหมายนี้

ปรากฏว่า ป็อกบา ถูกส่งลงสนามเป็นตัวจริงโดยทันที โดยจับคู่กับ มารูยาน เฟลไลนี่

แค่การออกมาวอร์มอัพของเหล่านักเตะ โดยเฉพาะ ป็อกบา ที่ปรากฏโฉมในโรงละครที่นี้เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี ก็เรียกเสียงเชียร์กระหึ่มจากแฟนบอล

โชเซ่ มูรินโญ่ ขึ้นชื่อลือนามเรื่องผลงานการคุมกลุ่มในบ้าน ออกมากระตุ้นว่าแฟนบอลจะมีส่วนช่วยอย่างยิ่งในการนำ Fear factor กลับมาสู่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

นี่เป็นเกมที่แฟนบอลไม่ทำให่้นักเตะผิดหวัง และนักเตะก็ไม่ทำให้แฟนบอลผิดหวังเช่นเดียวกัน

บรรยากาศใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ที่เสียงเชียร์ดังสะเทือนเลื่อนลั่นแบบงี้ ครื้นเครง รื่นเริงแบบงี้ จำไม่ได้แล้วว่าสัมผัสเป็นหนสุดท้ายเมื่อใด

อย่างที่ทราบคือสไตล์ของ มูรินโญ่ ถูกใจผู้่เล่นทรงโต เต็มไปด้วยกำลังวังชาความแข็งแกร่ง จะต้องมีอยู่ในกลุ่ม แล้วก็ดูเหมือนว่าเขากำลังเปลี่ยนแปลง แมนฯ ยูไนเต็ด ให้กลายเป็นกลุ่มจอมพลัง

รายชื่อ 11 คนแรกนัดหมายฟัด เซาธ์หมูแฮมป์ตัน ผู้เล่นไซส์ XL มีทำหน้าที่อยู่ทุกทั่วพื้นที่สนาม

เอริค ไบยี่ ในแนวรับ ดินแดนกลางคือ ป็อกบา กับ เฟลไลนี่ ส่วนข้างหน้าก็ไม่ใช่ผู้ใดกัน ซลาตัน อิบราฮิโมวิชชชชชชช

"พี่หลา" ซื้อใจแฟนผีได้มาหลายนัดหมายแล้ว กล่าวได้เต็มปากว่าฝากผีฝากไข้ได้เลย ได้บอลทีมีเสียว ลูกเรียดลูกโด่ง เก็บกินหมด

เฟลไลนี่ ที่กลับมาคืนฟอร์มเก่ง ผู้ชมได้แม้กระนั้นภาวนาว่าขอให้รักษามาตรฐานไว้ได้ยาวๆ

การเล่นที่ไม่ทำอะไรเกินกำลัง ดักกวาดตั้งแต่หน้าเขตโทษตนเองขึ้นมาจนกระทั่งกลางสนาม พลิกบอล ออกบอลกล้วยๆให้เพื่อนพ้องรอบกาย

มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ว่าสิ่งที่ทำให้"ฟูน้อย ลูกศิษย์จารย์มอยส์" กลับมาเก่งคือภาวะจิตใจโดยเขาบอกกับมิดฟิลด์เบลเจี้ยนตั้งแต่เข้ามารับงานแรกๆเลยว่า "นายไม่ต้องอ่าน ไม่ต้องคิดอะไร (เกี่ยวกับข่าว) ทั้งนั้น กับฉัน นายไม่ต้องย้ายออกจากกลุ่มแน่ๆ"

คนเราถ้าหากลูกพี่ให้ความไว้วางใจ ก็เป็นปกติที่จะเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของตน อย่างที่เฟลไลนี่กำลังแสดงให้เห็น

ฆวน มาต้า ก็วิ่งเป็นม้า อันโตนิโอ วาเลนเซีย คือแผนการที่แข้งนักบุญพากเพียรเจาะ เนื่องจากรู้ว่าไม่ใช่แบ็กอาชีพ แม้กระนั้นพวกเราจะเห็น มาต้า ไล่ตามลงมาช่วยซ้อนตลอดระยะเวลา เซนส์จ่ายบอลเวลาขึ้นเกมรุกก็ยังมีให้เห็น แบบงี้สอบได้

ตอนโดนสลับตัวออก แฟนลุกขึ้นยืนปรบมือให้สนั่นหวั่นไหวและช้านาน นายสิบมู ก็เดินไปรับถึงที่ บอกให้รู้ว่าดาวเตะประเทศสเปนเป็นสุดที่รักของแฟนเยอะแค่ไหน

ทุกคนเล่นได้จากที่ถูกมุ่งหวังทั้งปวง ต่อไปนี้ โฟกัสเลยตกมาอยู่ที่ดารานำชายของงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ … ปอล ป็อกบา

ผ้าสำหรับพันคอปลาหมึกกำลังจะเป็นผลิตภัณฑ์ยอดฮิต

เพียงแค่สัมผัสแรกของหมอนี่ก็เรียกเสียงฮือได้โดยทันที เนื่องจากจ่ายบอลลั่นจนกระทั่งโดนสวน ทำเอาเสียวแว้บ

แม้กระนั้นภายหลังจากผ่านไปได้ 5 นาที ป็อกกี้ เริ่มจับจังหวะได้ จูนกับเพื่อนพ้องติด เพียงแค่นั้นก็ได้เรื่อง

สื่ออิตาลี ตั้งนามแฝงให้หมอนี่ว่า "อิล ปอลโป้ ปอล" แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "ปอล เจ้าหมึกยักษ์" หรือเอาแบบมันปากคือ "ไอ้หมึกปอล"

ก็ไม่ใช่อะไร ช่วงขาที่ยาว ดูถูกออกไปดักทางบอลได้ตลอด ในเวลาที่เมื่อลูกอยู่กับเท้าก็เหนียวแน่นแย่งยาก ผสมกับความสามารถที่น่าดูดู อิงแล้วพลิก เกี่ยวบอลได้ปุ้บกระชากขึ้นหน้าพรวดๆทำอะไรก็มองง่าย มองเพลิดเพลินไปหมด

ประกอบกับความอ่อนแอลงของขุมกำลังนักบุญ เมื่อไม่มี วิคเตอร์ วานยาม่า คู่ต่อสู้เฮฟวี่เวทรุ่นเดียวกันที่ย้ายไปสเปอร์ส พื้นที่กลางสนามเลยตกเป็นของ ป็อกบา (และ เฟลไลนี่) โดยง่าย

สไตล์ของเซาธ์หมูแฮมป์ตัน คือถ่ายบอลเร็ว ถ่ายบอลแม่นเล่นกันน้อยจังหวะ แม้กระนั้นในเมื่อไม่มีเป้าหมายใหญ่อย่าง กราเซียโน่ เปลเล่ ขอบเส้นขาดความจัดจ้านของ ซาดิโอ มาเน่ งานของผู้เล่นเจ้าถิ่นเลยค่อยกว่าเมื่อก่อนเยอะแยะ

เวลาบนนาฬิกาของผู้ตัดสินแอนโธนี่ เทย์เลอร์ ผ่านไปเท่าใด ป็อกบา ก็ยิ่งโดดเด่นขึ้นเพียงแค่นั้น

การเล่นของห้องเครื่องคนใหม่ ทำให้แฟนผีเข้าใจ ว่าแฟนอาร์เซน่อล กับ แมนฯ ซิตี้ รู้สึกยังไงในตอนที่มี ปาทริค วิเอร่า กับ ยาย่า ตูเร่ ในวัยกำลังห้าวลงคุมดินแดนกลางให้กลุ่ม

นักเตะชนิดไอ้ก้านยาวที่โดดเด่นทั้งเกมรับและเกมรุก พาบอลตะลุยขึ้นหน้าอย่างทรงประสิทธิภาพ และสร้างจังหวะลุ้นประตูให้เพื่อนพ้องร่วมกลุ่มได้

ขาดคู่ต่อกรที่สมน้ำสมเนื้อ ปิเครื่องปรับอากาศ เอมิล ฮอยเบียร์สดก กับ ยอร์ดี้ คลาซี่ (ลงมาแทน โอริโอล โรเมว ตั้งแต่สิบกว่านาครั้ง) ยังห่างชั้น ทำให้ ป็อกบา กลายเป็นสตาร์เด่นของเกมนี้ไปเลย

อย่างที่กล่าวว่า ป็อกบา เล่นสมสมญานามปลาหมึกจริง และจะว่าไปแล้ว ปลาหมึกในกลุ่มแมนฯ ยูฯ ชุดนี้ก็นับรวมพวกก้านยาวทั้งหลายแหล่ไว้ด้วยกันเลย สปีชี่ส์เดียวกันหมด ทั้ง ป็อกบา ทั้ง เฟลไลนี่ และ ซลาตัน ทั้งสามคนสูงเกิน 190 ซม. ดูถูกขาดักบอล เกี่ยวบอล ตัดหน้าคู่แข่งขันได้ตลอด

"แก๊งปลาหมึก" 3 คนนี้ทำทรงของ แมนฯ ยูไนเต็ด เปลี่ยนไปโดยธรรมชาติ

ในยุคปรัชญาของ หฝ่าส์ ฟาน กาล เวลาบุกครั้งก็มัวสุภาพละมัย กลัวจ่ายพลาดแล้วคู่แข่งขันตัดบอลได้ ถ่ายบอลกันอยู่นั่นแล้ว พอดิบพอดีกองหลังอีกฝ่ายลงมาออกันในเขตโทษ ท้ายที่สุดก็ต้องโน่น จ่ายคืนไปถึง ดาบิด เด เคอา ก็มีให้เห็นออกหลายครั้ง

จารย์คุณลุง (ด้วยความนับถือ และขอบคุณในการทำงานตลอด 2 ปี) อาจจะหัวใจจะวายเป็นระยะๆถ้าหากได้นั่งมองเกมของอดีตกาลกลุ่มเก่ากลุ่มนี้ลงเล่น

เนื่องจากผู้ร่วมทีมเก่าของเขาหลายต่อคนจำนวนไม่น้อยเล่นแบบลืมปรัชญาที่เคยประสิทธิ์ประสาทเอาไว้ให้

มีจังหวะ พบช่อง ก็จ่ายโดยทันที ไม่เล่นสั้นเจาะเข้าช่อง ก็เปิดผ่านแนวรับเข้าไปวัดเลย ทำให้แฟนๆได้ลุ้นกันตลอดทั้งเกม

ไหนจะ เวย์น รูนี่ย์, มาต้า, ป็อกบา ที่มีรูเป็นมิได้ ต้องลองยิง ลองส่อง

อย่างไรก็ตาม ก็ด้วยการที่ผู้เล่นประสิทธิภาพเปลี่ยนไป ข้างหน้า สาดเข้ามาเถอะ พี่หลา เอาอยู่ , โดนตัดแล้วสวนหรอ นั่นๆเฟลไลนี่ กับ ป็อกบา รอกรองอยู่แล้ว

ถ้าหากเลยไปลึกกว่านั้นยังมี "อิชอว์" ที่สปีดไวจัด กวดตามทันตลอด เข้ามากึ่งกลาง ไบยี่ ก็ตีนผีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

มีขุมกำลังที่ตอบโจทย์ได้ รูปเกมเลยออกมาอย่างที่เห็น กลายเป็น แมนฯ ยูฯ ที่ชินหูชินตา คือเล่นชักชวนวิวาท ไม่ต้องรอหยอดน้ำให้จิ้งหรีดออกมาจากรูอย่างยุค ฟาน กาล แม้กระนั้นเอาเสียมด้ามยาวขุดกันเลยทีเดียว

ประเมินด้วยสายตาสามัญชน ก็ต้องกล่าวว่า 9 จาก 11 คนในนัดหมายเปิดบ้านพิฆาตนักบุญจัดว่าพอดีแล้ว

เหลือเพียง เวย์น รูนี่ย์ ที่ยังตามสปีดเพื่อนพ้องไม่ทัน แม้จะทุ่มเท ขยัน และแสดงความเป็นหัวหน้าที่ดีออกมาก็ตาม

อีกคนที่น่าวิตกคือ อองโตนี่ มาร์กซิยาล ที่ดูเหมือนว่าตั้งแต่ยุค มูรินโญ่ น้องหมากจะไม่จี๊ดจ๊าดเหมือนก่อน

เกมนี้มีโอกาส 2-3 ครั้งแม้กระนั้นทราบเลยว่าตั้งใจมากไปนิด เป็นจริงเป็นจังแม้กระนั้นจะยิงประตูเลยลืมมองรอบข้าง

ถ้าหาก มาร์กซิยาล นับ 1 ได้เมื่อใด เชื่อว่าความมั่นใจและความเชื่อมั่นจะกลับมาแน่ ถึงในขณะนั้นกลุ่มของ มูรินโญ่ จะยิ่งน่ากลัวกว่านี้

การเข้ามาของ ซลาตัน ว่าทำให้กลุ่มครื้นเครงขึ้นแล้ว หาใช่เช่นนั้นไม่ การกลับมาของ ป็อกบา ลงนัดแรกก็สร้างแรงกระเพื่อมได้มากมายมากพอนี้โดยทันที

เค้าหน้าของ แมนฯ ยูไนเต็ด เปลี่ยนไปแล้ว เท่าที่เห็น บอลจากกลางสนามจะเดินหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ เร็วขึ้นแน่

ถ้าหากแฟนผีคนไหนกันแน่มองบอลอยู่ในผับอาจจะเพลิดเพลินจนกระทั่งลืมกระดกเบียร์สดในคืนวันศุกร์

ส่วนที่เข้ามามองในสนามก็ช่วยกันปลุกบรรยากาศ ให้ลุกพรึ่บพรั่บ จนกระทั่งลืมไปเลยว่าเมื่อปลายฤดูกาลที่แล้วนี่เอง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยังเงียบสงบวังเวงอยู่เลย

ดาร์บี้อีสาน

ช่วงเวลาหนึ่งสำหรับหัวหอกชาวสเปน อัลบาโร่ เนเกรโด้ ทำให้เขาเป็นด้ามจับตาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อย้ายมาอยู่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัวถึง 20 ล้านปอนด์ ในปี 2013

ดาวเตะดีกรีกลุ่มวัวกระทิงดุไต่เต้ามาจาก ราโย บาเยกาโน่, เรอัล มาดริด เบ, อัลเมเรีย ก่อนโด่งดังกับเซบีย่า จนถึงทำให้ ''เรือใบสีฟ้า'' ควักกระเป๋าก้อนโตล่าตัวมาร่วมทัพ

เนเกรโด้ได้สมญานามจากแฟนบอลว่า ''เดอะ บีสต์'' ซึ่งตอนแรกเขาก็สนเท่ห์ใจกับนิกเนมใหม่ในอังกฤษ แม้กระนั้นหัวหอกร่างใหญ่ก็ตอบแทนสาวกกลุ่มเรือใบสีฟ้าด้วยการช่วยกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพ

ฤดูแรกของเขาในพรีเมียร์ลีกจบลงด้วยถ้วยรางวัล ทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีกและลีก คัพ นอกจากนี้ สถิติส่วนตัวของเนเกรโด้ยังทำเป็นถึง 26 ประตู ให้แมนฯ ซิตี้ รวมทั้งกลุ่มชาติสเปน

แม้กระนั้นโน่นคือทางที่สวยหรูจนถึงม.ค.ปีนั้น เพราะเว้นแต่เนเกรโด้จะทำแต้มมิได้อีก ร่างกายยังมีปัญหากับอาการบาดเจ็บไหล่ และสุดท้ายก็หลุดจากกลุ่มของ มานูเอล เปเยกรีนี่ ไป

ฤดูร้อนปีนั้นแมนฯ ซิตี้ ปล่อยตัวเขาให้บาเลนเซียยืมตัว ก่อนซื้อขาดช่วงสิ้นฤดูด้วยค่าตัว 24 ล้านปอนด์ แต่ทว่าปัญหาในกลุ่มยี่ห้อค้างคาวก็ไม่นับได้ว่าเป็นตอนที่ตลอดซักเท่าไหร่

ที่เมสตาย่า เขามีปัญหากับที่ปรึกษา นูโน่ เอสปิริโต้ และไม่ได้ลงในสนามมากซักเท่าไหร่ ซึ่งเป็นเรื่องลักษณะเดียวกับที่เอติฮัด เมื่อเปเยกรีนี่ดูเหมือนจะไม่ไว้ใจเขาซักเท่าไหร่ หรืออย่างดีก็มีเพียงแค่ตอนแรกของฤดูเท่านั้น

ความเคลื่อนไหวในสมาพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงโค้ชเป็น มึงรี่ เนวิลล์ เปิดโอกาสให้เนเกรโด้กลับมาสู่กลุ่ม แม้กระนั้นก็แค่เวลาสั้นๆเมื่อกลุ่มมีผลงานไม่เป็นที่ถูกใจ ทำให้อดีตกองหลังกลุ่มชาติอังกฤษโดนเฉือนในเวลาต่อมา

เท่ากับ 2 ปีข้างหลัง ทางลูกหนังของเนเกรโด้ไม่ราบรื่นเท่าที่หวัง และเมื่อมิดเดิ้ลสโบรช์ติดต่อให้กลับมาพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง เขาก็เลยตอบตกลง เพราะเชื่อว่าเขาคงจะอยู่สู้ต่อ แทนที่จะกลับไปอยู่ที่บ้านเมื่อ 2 ปีก่อน

แม้สถานะของ ''เดอะ โบโร่'' จะต่างกับ ''สิตี้'' ในหลายๆด้าน ทั้งโอกาสประสบความสำเร็จและศักยภาพกลุ่ม แม้กระนั้นเมื่อได้คุยกับ ไอโคนร์ การันก้า ที่ปรึกษาชาติเดียวกัน เนเกรโด้ก็เลยตกลงใจเลือกโอกาสลงในสนามก่อนเป็นอันดับแรก

นัดเปิดฉากฤดูใหม่ในสีเสื้อราชสีห์แดง เนเกรโด้ทำแต้มสโต๊คได้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แม้จะโดนฟรีคิกของ เซอร์ดาน ชากิรี่ แบ่งแต้ม ส่วนตัวแล้วถือเป็นการเริ่มต้นที่ถูกใจสำหรับกองหน้าจากดินแดนวัวกระทิง

สุดสัปดาห์นี้ โบโร่ต้องทำสงครามดาร์บี้แมตช์แม่น้ำ ''หนส์-เวียร์'' กับซันเดอร์แลนด์ที่คงจะไม่ต้องกล่าวว่าเข้มข้นขนาดไหน เพราะเว้นแต่เป็นกลุ่มร่วมดินแดนอีสาน เจ้าของบ้านยังต้องเล่นให้ถูกใจแฟน รวมทั้งที่ปรึกษา เดวิด มอยส์ ด้วย

สตีเว่น พีที่นาร์ คนรู้จักมักคุ้นของ เดวิด มอยส์ เซ็นฟรีมาร่วมทัพแมวดำในวัย 34 ปี

ฟาก ''แมวดำ'' บางทีอาจยังมีปัญหาให้สะสางข้างหลังเริ่มต้นฤดูด้วยการพ่ายแมนฯ ซิตี้ 1-2 โดยเรื่องสำคัญคือสถานะของ ลามีน โคเน่ กองหลังจอมเข้มแข็งที่ส่อแววต้องการย้ายกลุ่ม

ดาวเตะไอวอรี่โคสต์ไม่ยอมต่อสัญญาฉบับใหม่ที่ซันเดอร์แลนด์มอบให้ ท่ามกลางข่าวโคมลอยกับเอฟเวอร์ตันที่จัดแจงยื่นข้อเสนอ 14 ล้านปอนด์มาให้ มากพอนายหน้าส่วนตัวออกแถลงการณ์ขอย้ายกลุ่มก่อนเจอเรือใบสีฟ้าด้วย

กระนั้นก็ตาม มอยส์ยังส่งโคเน่ลงในสนามนัดแรก แม้กระนั้นก็มิได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะเจ้าตัวยังยืนกรานต้องการย้ายรัง จนถึงที่ปรึกษาเลือดสกอตต์ต้องออกมายอมรับภาวะว่าโกเน่จะมิได้ลงเตะกับโบโร่ ทั้งลักษณะการเจ็บข้างหลังและปัญหาลึกๆกับสมาพันธ์

ไม่เพียงแค่นั้น กลุ่มยังพึ่งจะปล่อย ยูเนส กาบุล ไปให้วัตฟอร์ดด้วยค่าตัว 4 ล้านปอนด์ ทำให้แนวรับเหลือตัวเลือกน้อยลง

ท่ามกลางข่าวร้ายก็ยังมีเรื่องดี เมื่อแมวดำได้ตัว สตีเว่น พีที่นาร์ ที่เคยดำเนินการร่วมกับมอยส์มาก่อนที่เอฟเวอร์ตัน และมาฝึกซ้อมทดลองฝีเท้ากับกลุ่มแมวดำด้วยคำสัญญา 1 ปี

มิดฟิลด์ชาวแอฟริกาใต้ผ่านร้อนหนาวมาเยอะแยะในพรีเมียร์ลีก คงจะช่วยนายเก่าได้พอสมควร หากไม่บาดเจ็บบ่อยๆราวกับก่อนหน้านี้

ดาร์บี้แมตช์ที่ดินแดนอีสานนัดนี้บางทีอาจมิได้ใหญ่มโหฬาร แม้กระนั้นก็ยังคงสำคัญสำหรับหลายๆคนในระดับสูงสุดอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

ผีแดงและลิเวอร์พูลพลาด 2 คะแนน

ผลเสมอ 1-1 จากโรงแสดงละครทำให้ปีนี้แดงเดือดแบ่งแต้มกันสองนัดเหย้าและเยี่ยมทีแรกนับจากปี 1988 เป็นต้นมา ธรรมดาไม่ค่อยเสมอไปกลับ ควรจะมีแพ้ชนะกันสักเกมหนึ่ง
นอกจากจำนวนนี้…นักสถิติแดงเดือดรับรองว่า เจมส์? ไม่ลเนอร์ รักษาสถิติถ้าเขายิงได้โอกาสจะไม่แพ้ไปอีก 46 นัด (ชนะ37)เช่นเดียวกันกับการลงเล่นของ ไมเคิล คาร์ริค ในปีนี้ยืดเป็น 17 นัดแล้วที่แมนฯยูไนเต็ด ไม่แพ้คนไหนกัน
ที่ถือว่าโชคดีของชาวหงส์เป็นประตู 250 สถิติใหม่ของ เวย์น รูนีย์ ไม่เกิดขึ้นในแดงเดือด ไม่อย่างนั้นโดนจดจำไปชั่วชีวิต
ก่อนเกมนี้แนวทาง, กระแส ความสนใจ และการฟันธง โน้มเอียงไปฝั่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยความมีชัย 7 นัดรวดในลีก และอีกสองในบอลถ้วยรวมเป็น 9 นัดต่อเนื่อง แถมแพ้ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่กับคนไหนกันพวกเรายังจำไม่ได้
โชเซ มูรินโญ ปรับกลุ่มของเขาได้ดีขึ้นในเวลาที่ผ่านไป กลุ่มของเขาไม่แพ้คนไหนกัน 16 นัดนับจากแพ้เฟเนห์บาเช ในยูโรปา ลีก แต่สำหรับบอลพรีเมียร์ลีกแพ้ครั้งล่าสุดเป็นเชลซี "ผู้นำฝูง" นั่นยิ่งทำให้มองดูภาพแจ่มกระจ่างเลยว่า พวกเขาแพ้ยาก พลาดยาก
เสียแค่….โดนแบ่งแต้ม เลยกลายเป็นหายสองแต้มจากการเสมอ อันนี้เป็นอะไรที่ มูรินโญ จำเป็นต้องเร่งปรับปรุงแก้ไขโดยเร่งด่วน
ไม่อย่างนั้นเป้าหมายอย่างพื้นที่ชปล. หายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากแมนฯซิตี้ พลาดท่าโดนเอฟเวอร์ตันกระหน่ำเลอะเทอะ 4-0 ทำให้พวกเขาหล่นมาเป็นกลุ่มอันดับห้าในตารางคะแนนนำแมนฯยูฯ 2 แต้ม
ในช่วงเวลานี้สื่ออังกฤษคาดการณ์ ฟันธงว่า สองกลุ่มดังจากเมืองแมนเชสเตอร์ ที่ทุ่มเงินซื้อทั้งนักฟุตบอลและจ่ายค่าจ้างผู้ฝึกสอน ได้โอกาสแย่งอันดับ 5 กัน ดีที่สุดของสองกลุ่มนี้เป็นไปชปล. ไม่ใช่ลุ้นแชมป์ กระทั่งจะมีการแก้ไขผลงาน
แฟนผีเองก็ท้อเช่นกันในความมีชัย 6 นัดรวดของพวกเขาแต่กลับยังย่ำอยู่ที่ 6 อย่างเดิม ถึงแม้ว่าจะเกมล่าสุดแม้ชนะลิเวอร์พูลได้ อาจมีความหวังไกลกว่านี้แต่ก็ยังอยู่ตำแหน่งที่ 6 จนถึงราวกับความมีชัยรวดก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาไร้คุณค่าอะไร
ข้อเท็จจริงมันก็มีค่า…แต่เป็นเนื่องจากว่าต้นซีซั่นทำแต้มหกหล่นไปเยอะ ทำให้ 18 คะแนนในการชนะรวดมันจึงยังคงที่ อันดับคงที่แต่ถ้ามองดูมุมบวก "ช่องว่าง" ลดน้อยลงไปเยอะ จะว่าไปพวกเขาห่างจากเชลซี 12 คะแนน
เป็นกลุ่มเดียวที่ทิ้งห่างจนถึงแทบจะหมดโอกาสไล่…แต่อันดับ 2 นั้นยังมีความหวังครับผม
พวกเขาห่างสเปอร์ส, หงส์ 5 แต้ม ผมว่าไล่ง่ายดายยิ่งกว่า และคิดไปทีละลำดับเป็นในช่วงเวลานี้ไล่สองกลุ่มนี้ให้ใกล้และหาช่องทางแซง มันยังมีเวลาอีก 17 นัด ผมมั่นใจว่า "อสุรกายแดง" มีโอกาสมากกว่าอันดับ 4 อย่างที่สื่ออังกฤษมองดูและฟันธงกัน ผมยังไม่ตัดชื่อทั้งแมนฯยูฯ และแมนฯซิตี้ทิ้ง
ในช่วงเวลานี้เป้าหมายสองกลุ่มนี้เป็นลดช่องว่างกับกลุ่มลุ้นแชมป์ลงก่อน แล้วค่อยรอดูว่าสถานการณ์และฟอร์มของพวกเขาจะไปถึงไหนเมื่อสิ้นสุดเดือนมีนาคม ผมว่าสื่ออังกฤษใจร้อน แต่รู้เรื่องมุมมองที่มากประสบการณ์ของพวกเขาที่ติดตามบอลมาเป็น 30-40 ปีชั่วชีวิต
เพียง…ผมแค่ไม่มั่นใจว่าพวกเราจะไปกาชื่อสองกลุ่มดังจากเมืองแมนเชสเตอร์ออกจากกลุ่มหัวหน้า ขอรอดูอีกสักระยะ เนื่องจากว่าช่วงสองเดือนจากนี้เป็นช่วงทำแต้ม เร่งเครื่องไงครับผม มันเป็นช่วงที่น่าสนใจเป็นอย่างมากต่อเป้าหมายของพวกเขา
นั่นเป็นอนาคต…แต่อดีตกาลที่พึ่งพิงจบลงไปหมาดๆกับศึกแดงเดือดที่ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยกล่าวขวัญว่าสนุกสนาน ตื่นเต้น ตื่นเต้น ไม่รู้เรื่องคนไหนกันชนะหรือแพ้ ถึงแม้ว่าจะ 10 นาทีสุดท้ายในตอนที่หงส์แดงนำ 1-0 ซึ่งผมเห็นว่า พบร คลอปป์ ไม่เซอร์ไพรส์ มูรินโญ เลย
การถอนตั้งรับ….เพื่อรอคอยสวนกลับ ไม่น่าจะเป็นทางออกที่มาเล่นแดงเดือดแล้วคุณอยากชนะ

โอเค…ก่อนเกม "อสุรกายแดง" เหนือกว่าด้วยฟอร์มนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่าเพราะอะไรวงการลูกหนังบ้านพวกเรา บรรดาเซียน เกจิ ต่างพากันถือหางแมนฯยูฯ มากยิ่งกว่าลิเวอร์พูล จนถึงตัวผมเองยังเห็นว่า ช่องทางกลับไปอยู่ที่บ้านมือเปล่ามีสูง เต็มที่ก็เสมอ
นักฟุตบอลชุด 11 คนแรกผ่านการกลั่นกรองจาก มู มาแล้วเพื่อพบลิเวอร์พูลในระบบ 4-3-3 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาร์กซิยาล, อิบรา, มคิทาร์ยาน เป็นสามแนวรุกข้างหน้า คาร์ริค, เอรรา, ป๊อกบา เป็นสามแดนกึ่งกลาง ด้านหลัง โรโฮ กลับมาฟิตทันคู่ ฟิล โจนส์ หามซ้ายเปลี่ยน ดาร์ภรรยาน ลงเล่น
ในขณะที่ พบร คลอปป์ ไม่ใช่ ดาเนียล สเตอริดจ์ อย่างที่คาดการณ์กัน โอริกิ, ฟีร์มีโน และ ลัลลานา ยืนสามแนวรุก เนื่องจากว่าเขาอยากใช้แดนกึ่งกลางสู้ การมี จอร์แดน เฮนเดอร์สัน มาช่วยแดนกึ่งกลางทำให้ เอมเร เฉลียง กับ จินี ไวนัลดุ้ม ดูปฏิบัติงานง่ายขึ้น
ระบบการเล่นออก 4-3-3 แต่แทกติกที่ใช้เป็นรับแล้วรอคอยสวน ไล่เพรสซิง แดนหน้าบ้างตามจังหวะ เพรสซิงแดนกึ่งกลางบ้าง ถอยคุมโซน อันนี้ส่วนมาก รอคอยแมนฯยูฯ พลาด เกมในครึ่งหลังช่วง 25 ทุ่งนาตอนแรกจึงออกเบียด

จนถึงความผิดพลาดอย่างอัศจรรย์ของ ปอล ป๊อกบา ที่ทำแฮนด์บอล เลยโดน ไมเคิล โอลิเวอร์ เป่าจุดโทษ เนื่องจากว่ามันซึ่งๆหน้า ไม่มีใครโต้แย้งได้ และใสสะอาด ไม่ลเนอร์ รับฆ่าไม่พลาดเป้า นี่ก็ 10 ประตู เข้าไปแล้ว
หงส์นำ 1-0 นาทีที่ 27 นั่นยิ่งทำให้การครองบอลของอสุรกายแดงมีมากยิ่งกว่า แต่ยิงจังหวะแรกเข้ากรอบเป็นช่วงท้ายครึ่งแรกโน่น ฟรีคิกของ สลาตัน อิบราฮิโมวิช แต่วันนี้ ไม่นโญเลต์ หรือ ไม่นนี ดันผีเข้า
เซฟลูกยากได้…รวมถึงจังหวะหลุดเดี่ยวของพี่ชาย มิคกี้ ที่ยิง ติดมือเขาออกไป
การควบคุมจุดโทษFun88คุ้มครองปกป้องฟรีคิกและเตะมุม ไม่นนี ทำเป็นดีพอควร ไม่มีลูกเหวอ หรือเปิดเผย ลองตรงข้ามถ้าเป็น ไอ้หล้อ ติดอยู่ริอุส ผมว่าคงจะโดนลงโทษ ซึ่ง ติดอยู่ริอุส จำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับบอลอังกฤษ อีกสักพักใหญ่ๆขั้นต่ำอาจจะหนึ่งซีซั่นนี้ไม่โญเลต์ ทำให้หงส์ไม่โดนตีเสมอในครึ่งแรก
ครึ่งหลัง มูรินโญ ตัดสินใจเปลี่ยน คาร์ริค ออก ใช้ เวย์น รูนีย์ ลงในสนาม แล้วถอน ป๊อกบา ต่ำมายืนกึ่งกลางกลับ เอรรา ปรับระบบ 4-2-3-1 มีตัวรุกสนับสนุน อิบรา มากขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งที่เป็นปัญหานั้นก็คือ อิบรา ไม่ได้บอลมากมายเท่าที่ควร เขาจำเป็นต้องถอนต่ำมาหาช่องทางเล่นเอง ซึ่งทำเป็นดีด้วย ในจังหวะให้บอล แม่นและดีกว่า เพียงจังหวะสุดท้ายผีไม่คมในเกมนี้ บอลผ่านหน้าปรีะตูไปมา
ถามคำถามว่าเกมออกเบียด และไม่ห่างกันมากมาย ตามแทกติเตียนกที่ หงส์ รับคุมโซน ผีอุตสาหะเดินเกมรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนาทีที่ 50-60 กดดันหงส์ได้มาก เกมรุกของหงส์นั้นไม่รุดหน้า แทบจะไม่ได้โต้เลยครับผม จนถึง คูติเตียนนโญ ลงมานั่นแหละที่ ผี บุกไม่ได้
แถมการเปลี่ยน มาต้า ลงมาทำให้เกมผีแผ่วๆไปเลย กลายเป็นหงส์ได้เล่นบอลมากขึ้นเรื่อยๆ คุมเกมมากขึ้นเรื่อยๆ แถมมีจังหวะโต้ งามๆสองสามครั้ง แต่สิ่งที่เป็นปัญหานั้นก็คือ ความไม่เยี่ยม ไม่ละเอียดในการรับส่งบอล ดันมาเกิดขึ้น
ทั้งๆที่แดนกึ่งกลางนั้น ป๊อกบา เล่นต่ำกว่ามาตรฐาน กลายเป็นส่วนเกินของแทกติเตียนกนัดนี้ เล่นไม่ได้เลย อุตสาหะครองบอลก็โดนรุมแย่ง จ่ายบอลขาดๆเกิน หมดประโยชน์นานถึง 15 นาที เกมแมนฯยูฯ ไม่รุดหน้ามากยิ่งกว่าต้นครึ่งหลัง
จนถึง มูรินโญ จำเป็นต้องใช้ทีเด็ด ลูกโด่งของ เฟลไลนี ลงมาช่วง 15 นาทีสุดท้าย ถอด ดาร์ภรรยาน ออก และบอมบ์ลูกโด่ง เพื่อกดดันกองหลังหงส์ให้พลาด ซึ่ง ณ จุดนี้ ตั้งแต่ดูหงส์ปีนี้มา ทุกนัด ใน 21 นัด เมื่อใดก็ตามที่กองหลัง เกมรับโดนกดดัน
ทั้งเสียแบบมีเหตุมีผลและไม่มีเหตุผล ราวกับเกมล่าสุดที่ คลอปป์? อุตสาหะ รักษาพื่นที่แล้วรอคอยสวน แต่สวนไม่ได้ เนื่องจากว่าบอลไม่แม่น ไม่คมพอ ทำให้โดนกดดันให้ต่อกรกับลูกโด่ง ผีจะออกข้าง เน้นย้ำฝั่ง วาเลนเซีย ที่เร็ว และเปิดบอลเข้าไปบีบกองหลังหงส์ยืนห่างสักก้าวสองก้าว เดี๋ยวรู้่เรื่อง

จริงๆครับผม..ประตูตีเสมอ 1-1 นาทีที่ 84 มันมีเหตุมีผลในการเสียและมาจากความสะเพร่าในการคุ้มครองป้องกันของหงส์แดง
คลาวาน ประกบ เฟลไลนี ห่าง ทั้งๆที่รู้ว่าหมอนี่ สูง แต่ยืนห่าง ยิ่งทำให้คุ้มครองปกป้องยาก เฟลไลนี โหม่งบอลสลัดไปชนเสา หลุดไปเข้าทาง วาเลนเซีย ที่ถึงบอลก่อน จินี ไวนัลดุ้ม ซะอีก ขอบเส้นหลังแล้วความนิ่งของ วาเลนเซีย ทำให้เขาหยอดเข้าพบ อิบรา
ความเชี่ยวชาญของ อิบรา เป็นย่อตัวโหม่งให้โด่งและห้อย เนื่องจากว่าจังหวะนั้น กองหลังกับประตู หงส์แดง ยืนกันมั่วไปหมด และที่ตรงนั้นแค่ 10 หลา ความกว้างของประตูมีเยอะ การโหม่งห้อยของเขา มันเป็นความได้เปรียบ ณ จุดนั้น
คิดอะไรไม่ออกบอก อิบรา ชั่วโมงนี้ เขาเป็นคนที่ช่วยวินิจฉัยประตูสำคัญให้ผี ด้วยความสามารถส่วนตัวของเขาเอง
1-1 ในตอนนั้น ยังมีเวลาให้แมนฯยูฯ คิดชนะได้เลย และพวกเขาก็จำเป็นต้องเสี่ยงกับการโดนสวนกลับ ซึ่งก็โดนจริงๆด้วย แต่ จินี ที่รับบอลในจุดโทษจาก เอมเร เฉลียง ดันคืน เดเคอา สงสัย มึนกับเกมมั้งครับผมไม่น่าจะเรียกว่ายิงประตู มันเป็นการคืน เดเคอา มากยิ่งกว่า
ผลเสมอ 1-1 มูรินโญ ไม่ชอบใจอีกแบบเนื่องจากว่าเป้าหมายเกมนี้เป็นชนะ ในขณะที่ คลอปป์ ไม่ชอบใจอีกแบบเนื่องจากว่าแทกติเตียนกของเขาวางมาแล้วเล่นใช้ได้ ในแง่ที่ทำลายเกมแมนฯยูฯ ได้เป็นส่วนมาก ลดช่องทางของ อิบรา และ มิคกี้ ลง เพื่อให้กองหลังรับภาระน้อยสุด
มันใช่เลย….อิบรา กับ มิคกี้ ได้โอกาสน้อยมากในการลุ้นประตู แต่จุดที่แมนฯยูฯ ได้ประตูมาจาก ลูกโด่งที่มี เฟลไลนี นำกลุ่มในจุดโทษ ไม่ใช่อันตรายจาก อิบรา และ มคิทาร์ยานคลอปป์ จึงไม่ชอบใจกับผลเสมอ จากผลงานในสนามที่เขาเห็นว่าดียิ่งกว่า
จุดนี้ผมเห็นด้วยกับ คลอปป์ การเล่นเกมตามแทกติเตียนกของหงส์แดง ทำเป็นดียิ่งกว่า ในรูปร่างของการรับแล้วรอคอยสวน เล่นเพื่อทำลายประสิทธิภาพ อิบรา กับ มิคกี้ ซึ่งโดนเอาทิ้งไปจากเกม ซะเป็นส่วนใหญ่
เพียงสิ่งที่เห็นชัดเป็น ถ้ามุ่งหวังว่าจะชนะ แมนฯยูฯ ให้ได้ หงส์แดงจะต้องมีความเยี่ยมในการเล่นมากยิ่งกว่านี้
เอมเร เฉลียง ….ยังมั่วๆซั่วๆอย่างเดิม เลี้ยงติด ส่งผิดจังหวะ เล่นบอลไม่เข้ากันเพื่อนพ้อง เฮนโด ให้อภัยเ้พราะหายกลับมา แต่มีส่วนในเกมเยอะ จินี ไม่เปรี้ยงปร้างอย่างที่คิด ข้างหน้า โอริกิ นี่หนักเลย บุกได้น้อย
เป็นกลุ่มคลอปป์ เบรกและลดประสิทธิภาพนักฟุตบอลผีเจริญพอใช้ได้ แต่เมื่อนึกถึงการเล่นเกมรุก กลับขาดประสิทธิภาพไป ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยพร่ำบ่นถึง มาเน ซึ่งแน่นอน ผมเห็นด้วย ถ้ามี มาเน่ อยู่ ประสิทธิภาพเกมรุกจะดียิ่งกว่านี้ ด้วยเนื่องจากว่า อดัม ลัลลานา จะลงมาเล่นแดนกึ่งกลาง เอมเร เฉลียง จะเป็นตัวสำรองแต่ไม่เป็นประโยชน์ไปรำลึกถึงนักฟุตบอลที่ไม่ได้ลงในสนาม
กลุ่มคลอปป์ เล่นได้ตามแทกติเตียนกของเขา แต่มันไม่ดีพอที่จะชนะแมนฯยูไนเต็ด ที่ฟอร์มเร่าร้อนได้ แม้ มูรินโญ จะอุตสาหะบอกหลังเกมว่า ผีบุก หงส์ รับ เขาอาจลืมหรือละเลยไปว่าเมื่อต้นซีซั่นที่แอนฟิลด์แมนฯยูฯ รับแบบจอดรถบัสในครึ่งหลังเลยด้วยซำ้ เพื่อลดประสิทธิภาพของ มาเน, ฟีร์มีโน, คูติเตียนนโญไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ ทั้งสองกลุ่มไม่ดีพอที่จะเอาชนะซึ่งกันและกัน
แฟนบอลุ้นกันเครียดเนื่องจากว่ากลัวเสียประตู กลัวแพ้ ในแต่ละครั้งที่ขึ้นบอล แต่ข้อเท็จจริง มันเป็นเกมที่ไม่มีคุณภาพอะไร ราวกับที่ มูรินโญ บอก ถ้าพวกเรานับจังหวะการส่งบอล ผิดพลาด, การเลี้ยงที่ไม่รับประทานตัวกันกล้วยๆ
ไม่ใช่เกมที่มีคุณภาพบอล แต่เป็นเกมที่สนุกสนานในความหมายของแดงเดือด เนื่องจากว่าบอลไปเร็ว สองกลุ่มสลับกันทิ่มอลในแดนกึ่งกลางด้วย ไม่ราวกับแดงเดือด สมัย มอยส์, ฟาน กัล ที่ขาดความเร้าใจในเกมหลังจากแบ่งแต้มกันทำให้ แมนฯยูไนเต็ด ลดช่องว่างกับกลุ่มนำไม่ได้ยังอยู่ที่ 6
       

ถั่วน้อย รีเทิร์น ผีแดง

ฤดูนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีปัญหากับเกมรุกของตัวเองอย่างรุนแรง
ครั้นเมื่อจะบอกว่าปัญหาในเกมรุกของกลุ่มภูติผีแดงอยู่ที่กองหน้าก็อาจจะพูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก ในเมื่อหัวหอกมหาประลัยอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังคงซอยตาข่ายได้โดยตลอด
ปัญหาคือเมื่อไม่มีดาวยิงวัย 35 กะรัตผู้นี้ หรือเมื่อใดก็ตามที่คุณพี่เขาทำฟอร์มตก – เล่นไม่ออก เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะขัดสนขึ้นมาโดยทันที
นอกเหนือจากกองหน้าตัวหลักอย่าง "อิบรา" แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ยังมีผู้เล่นประเภทหัวหอกอยู่ในแผนกล่าสังหารอีก 2 หน่วยหมายถึงมาร์คัส แรชฟอร์ด กับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล แต่ขณะนี้ดูอย่างกับว่าทั้งสองจะกลายพันธุ์เป็นตัวรุกริมเส้นหรือกองหน้าครึ่งหนึ่งปีกไปซะแล้ว เมื่อถูกจับมายืนเป็นกองหน้าก็ชอบเล่นไม่ออก – ยิงประตูไม่ได้ด้วยเหตุนี้ & ฉะนี้
จึงเดาได้ไม่ยากว่าตำแหน่งที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังอยากได้ด่วนในฤดูหน้า คือนักฟุตบอลประเภทดาวถล่มประตูนี่แหละกองหน้าระดับตีนพระกาฬหลายรายนามจึงถูกสื่อในเมืองหลวงที่ลูกหนังจับมาการร่วมเพศกับภูติผีแดงอย่างสนุกสนานสนุกสนานไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี่ เคน, โรเมลู ลูกากู, ปีเครื่องปรับอากาศ เอเมอริค โอบาเมยัง แล้วก็โดยไม่เว้นแม้แต่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้จนถึงวันก่อน โชเซ่ มูรินโญ่ ก็พูดถึงกองหน้าคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นอดีตผู้เล่นสายพันธุ์ยักษ์สยองนี่แหละฮาเวียร์ เอร์นานเดซ หรือที่ชาวบ้านรู้จักเขาในนาม "ชิชาริโต้"
ที่ปรึกษาจอมวางท่าให้สัมภาษณ์หลังจบเกมที่ทำได้แค่เสมอในบ้านตนเอง 2 ครั้งติดต่อกันประมาณว่าด้วยวิธีการเล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด แล้วก็ที่นาต่อนี้ไป ด้วยการพาบอลเข้าไปหาจังหวะจบในกรอบเขตโทษได้มหาศาล แม้เขามีกองหน้าอย่าง ชิชาริโต้ เป็นผู้ร่วมทีม นักฟุตบอลชาวจังหรูหราผู้นี้คงจะทะลวงตาข่ายได้ประมาณ 15-20 ประตู ต่อฤดู
สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ก่อนหน้าที่ผ่านมาที่บอกว่าตอนเข้ามารับตำแหน่งบิดาใหญ่ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ใหม่ๆเขาพบว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ปล่อยผู้เล่นที่ไม่ควรจะปล่อยออกจากกลุ่มไปหลายคนหนึ่งในนั้นคือผู้ครอบครองสมญา "ถั่วน้อย" ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขายให้ เลเวอร์คูสังเวย เมื่อฤดู 2015-16 เอ๋ยถึง "ชิชาริโต้"
เขาโชว์ฟอร์มได้กระฉูดแตกสูงที่สุด ตั้งแต่ฤดูแรกที่เพิ่งเลื้อยก้นจาก ประเทศเม็กซิโก มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ใหม่ๆโดยที่ยังไม่ค่อยดัง
ฤดู 2010-11 นักฟุตบอลที่เพื่อนร่วมกลุ่มเรียกสั้นๆว่า "ชิชา" กระหน่ำไป 20 ประตูในทุกรายการ โดยแบ่งเป็น 13 ประตูบนเวทีพรีเมียร์ลีกช่วยทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นยุคที่ 19 รวมทั้งได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดหมายชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ เวมบลี่ย์
ถึงจะยึดตำแหน่งตัวจริงอย่างคงทนไม่สำเร็จก็จริง แต่ว่าเมื่อลงมาเป็นผู้เล่นสำรองแล้วมักทำคะแนนได้ไม่ได้แตกต่างจากอาวุธลับของภูติผีแดงราวกับที่กาลครั้งหนึ่ง พวกเขาเคยมี "ซูเปอร์ดูดซับ" อย่าง โอเล่ กุนร์ ที่นา โซลชา

ฤดูต่อมา "ถั่วน้อย" ยังคงรักษามาตรฐานในการทำคะแนนของตัวเองเอาไว้ได้ แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างราวกับฤดูแรก เขากดไปอีก 10 ดอกในพรีเมียร์ลีก ก่อนจะทำได้อีก 10 ประตูในฤดู 2012-13
เพียงแม้ดูให้ดีจะพบว่าในฤดูสุดท้ายที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการกลุ่มภูติผีแดง – คุณป๋ามึงเริ่มใช้บริการของ "ชิชาริโต้ ลดน้อยลงไปเรื่อย ประการหนึ่งอาจเพราะการเข้ามาของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ในเวลาที่ เวย์น รูนี่ย์ ก็ยังเป็นกองหน้าพันธุ์หมูเดือดอย่างเดิม แต่ว่าอีกประการหนึ่งก็คือฟอร์มการเล่นของ ชิชาริโต้ ที่ตกลงไปด้วยเหมือนกัน
ฤดูสุดท้ายของคุณป๋า ดาวเตะที่มีชื่อเต็มว่า ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียง 9 นัดหมายเพียงแค่นั้น
เมื่อ เดวิด มอยส์ เข้ามาแทนที่ท่านเจ้าคุณเฟอร์กี้ – ที่ปรึกษาภูติผีแดงคนใหม่ก็ไม่ค่อยใช้งาน "น้องถั่ว" สักเท่าไหร่ โดยในฤดู 2013-14 เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียง 6 นัดหมายเพียงแค่นั้น (ลงเป็นสำรอง 18 นัดหมาย) สถิติการถล่มตาข่ายจึงลดลงอย่างฮวบฮาบ เหลือแค่ 4 ประตูเพียงแค่นั้น เฉพาะในพรีเมียร์ลีก
เมื่อแปลงหัวเรือใหญ่อีกครั้งเป็น หฝ่าส์ ฟาน กัล – แมนฯ ยูไนเต็ด ไปคว้ากองหน้าคนใหม่ที่ชาติตระกูลสูงขึ้นยิ่งกว่าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา มาร่วมกลุ่ม ลุงอ้วนมึงจึงตกลงใจปล่อย "ถั่วน้อย" ผู้น่ารักน่าเอ็นดูของแฟนๆให้ เรอัล มาดริด ยืมตัวไปใช้งานตลอดทั้งฤดู 2014-15
ชิชาริโต้ ลงเล่นให้ "ราชันชุดขาว" ทั้งหมด 33 นัดหมาย ยิงได้ 9 ประตู (ทุกรายการ) แม้มีความรู้สึกว่าชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนม้านั่งสำรอง การยิงได้ 9 ประตูก็ถือว่าไม่น่าสะอิดสะเอียนสักเท่าไหร่
แมนฯ ยูไนเต็ด จึงดึงกองหน้าสายพันธุ์จังหรูหราผู้นี้กลับมาที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกครั้งในฤดู 2015-16 ซึ่งเขาได้ลงเล่นเป็นผู้เล่นสำรองทั้งหมด 3 นัดหมาย จนถึง…ฟางเส้นสุดท้าย เมื่อตะบันบ่ายคล้อยลงมา ถุย! จนถึงในเกมเพลย์ออฟ รอบเลือกสรร ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พวกพ้องภูติผีแดงออกไปเยือน คลับ บรู๊ซ
"ชิชา" ถูกส่งลงมาเป็นผู้เล่นสำรอง หลังจากกลุ่มตนเองนำห่าง 4-0 ก่อนจะได้จุดลูกโทษ แต่ว่าคุณพี่เขาดันสังหารพลาดกล้วยๆซะแบบงั้น!
ภาพที่ หฝ่าส์ ฟาน กัล ทำหน้าราวกับถูกดึงขนก้นพร้อม 8 เส้นพลางหันไปมองตากับผู้ช่วยอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ บนม้านั่งสำรอง ดุจดังไม่อยากเชื่อสายตาที่ ชิชาริโต้ ยิงจุดลูกโทษไม่เข้าถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกในระบบโซเชี่ยล
แล้วต่อจากนั้นลุงอ้วนเหน็บเขมือบส์แกก็ตกลงใจปล่อยกองหน้ากลุ่มชาติประเทศเม็กซิโกผู้นี้ให้ เลเวอร์คูสังเวย ไปในราคาแค่ 7.3 ล้านปอนด์
"เด็กผี" ส่วนใหญ่อาจเสียดาย แต่ว่าขูดความจำได้ว่าไม่ถึงกับอาลัยหรือห่วงใยอะไรมาก เพราะระยะหลังๆฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงน้อยแล้วก็ยิงน้อย แถมยังถูกปล่อยให้กลุ่มอื่นยืมตัวไปหนึ่งฤดู

บนเวทีบุนเดสลีการาวกับกลับมาเกิดใหม่ใหม่ เมื่อฤดูแรกกับ เลเวอร์คูสังเวย "น้องถั่ว" ยิงได้ถึง 20 ประตู จากการลงเล่น 46 นัดหมายในทุกรายการเริ่มมีเสียงพร่ำบ่นน่าเสียดายให้ได้ยินส่วนฤดูนี้ ชิชาริโต้ ลงเล่นไปแล้ว 32 นัดหมาย โดยยิงไป 12 ประตูในทุกรายการรวมลงเล่นให้ เลเวอร์คูสังเวย ไปแล้วทั้งหมด 72 นัดหมาย ยิง 38 ประตู ซึ่งถือเป็นค่าเฉลี่ยในการทำคะแนนที่สูงพอสมควร คือยิงได้ 1 ประตูในทุกๆ2 นัดหมายเทียบกับตอนอยู่ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ลงเล่น 157 นัดหมาย ยิงได้ 59 ประตู คุณจะพบว่าสถิติแล้วก็ค่าเฉลี่ยนในการถล่มตาข่ายสูงขึ้นกว่าเดิมเมื่อมองเห็นการกลับมาเกิดใหม่ใหม่ของ ชิชาริโต้ บนเวทีบุนเดสลีกา-เยอรมัน บรรดาผู้อุทิศวิญญาณให้ภูติผีแดงก็ออกอาการอาลัย & ห่วงใย ขึ้นมาโดยทันที ประมาณว่าน่าเสียดายพลางชื่นชมที่ปรึกษาภูติผีแดงคนเก่าว่า "เอ็งขายออกไปได้ยังไงขอรับ…ไอ้หอก!" ด้วยเหตุนี้ไม่ควรต้องถามบรรดาแฟนผีว่าอยากได้ดาวเตะผู้นี้กลับมาหรือไม่? คำตอบส่วนใหญ่อาจจะแบบเดียวกันนั่นแหละคือ "เอานะ" (สำหรับค่าตอบแทนก็อาจจะไม่แพงน่าสะอิดสะเอียน แต่ว่าอาจจะสูงขึ้นยิ่งกว่าที่ขายออกไปแน่ๆ) สมมุติว่าย้ายกลับมาจริงๆถามคำถามว่า ชิชาริโต้ จะแก้ตอบปัญหาของ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้หรือไม่?…ว่าแล้วมาทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ
"ชิชา" จัดเป็นผู้เล่นที่ความถนัดความสามารถส่วนตัวออกจะต่ำ เขาไม่ค่อยมีคุณสมบัติในการกระตุกบอลหนีคู่แข่งหรือเลี้ยงรับประทานตัวคู่แข่ง – จับบอลก็กระโดกกระเดก จ่ายบอลก็ไม่ค่อยแม่นสักเท่าไหร
จุดเด่นหรือจุดขายเพียงแค่จุดเดียวคือการทำคะแนนในกรอบเขตโทษ เขาเป็นผู้เล่นที่มีวิญญาณเพชฌฆาตเท่าๆกับสัญชาติญาณนักฆ่า โดยเป็นกองหน้าที่จัดอยู่ในประเภท "จิ้งจอกในกรอบเขตโทษ"พูดง่ายๆว่าเกิดมาเพื่อกระแทกประตูเพียงอย่างเดียวปัญหาคือแม้ฟอร์มตกเมื่อใด หรือเพื่อนร่วมกลุ่มไม่สามารถที่จะเปิดป้อนบอลเข้าไปให้ทำคะแนนได้มากพอเพียง เขาก็จะเปลี่ยนร่างเป็นสากกะเบือที่หมดประโยชน์โดยทันที โดย 12 นัดหมายล่าสุดที่ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด – ชิชาริโต้ ยิงได้แค่ 1 ประตูเท่านั้นเองนั่นอาจเป็นเหตุผลที่บอกว่าเพราะเหตุใด หฝ่าส์ ฟาน กัล ถึงไม่คิดจะใช้บริการของ "น้องถั่ว" เฉพาะอย่างยิ่งในบอลสมัยใหม่ที่กองหน้าควรมีส่วนร่วมกับเกม แล้วก็จำเป็นต้องทำอะไรให้ได้มากยิ่งกว่าการ "รอยิง" เพียงอย่างเดียว
ต่อเมื่อตกเป็นข่าว บรรดาสื่อในอังกฤษบากบั่นเสนอแต่ว่าสถิติที่สวยหรู เป็นต้นว่าการยิงได้หลายประตู โดยแกล้งไม่บอกว่าในฤดูนี้มีอยู่ตอนหนึ่งที่พี่มึงยิงไม่ได้ติดต่อกันถึง 16 นัดหมายเลยทีเดียว
ที่สำคัญคือการรบภมิหน้าแข้งพรีเมียร์ลีกมีความเล่นยากกว่า             บุนเดสลีกา การยิงกระจายในลีกสูงสุดของเยอรมันจึงอาจไม่ได้หมายความว่าจะยิงกระจายในลีกสูงสุดของอังกฤษ
ปัจจุบันนี้อายุของ "น้องถั่ว" เพิ่งจะ 28 ขวบเท่านั้นเองขอรับ เรียกว่าอยู่ในตอนพีคของอาชีพล่าตาข่าย สมมุติว่าเอากลับมาจริงๆมันก็อาจจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ขายไป 7.3 ล้าน ถ้าขอซื้อกลับมาสัก 15 ล้าน รู้เรื่องว่า "เถ้าแก่ขายยา" ก็อาจจะไม่กล้ายักไหล่ใส่
ชิชาริโต้ อาจไม่เหมาะกับกระบวนการเล่นบอลแบบย้ำการครอบครองของ หฝ่าส์ ฟาน กัล สักเท่าไหร่ เพราะต่อหนึ่งเกมอาจมีจังหวะจบในกรอบเขตโทษน้อยไปหน่อย แต่ว่าคงจะเหมาะกับแนวทางของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ทำให้ภูติผีแดงเปิดเกมบุกใส่คู่แข่งอย่างเร็วแล้วก็น้อยจังหวะมากยิ่งกว่าบนความสนุกสนานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ครึ่งทางของมูรินโญ่กับปีศาจแดง

''ผมคาดไว้แล้วว่ามันจะยาก เพราะอะไรน่ะหรือ ? เพราะว่าประวัติศาสตร์ของสมาพันธ์นี้'' โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ามาเป็นผู้จัดการกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครึ่งปี
ผลงานปัจจุบันคือพลาด พลาดที่ไม่สามารถเอาชนะลิเวอร์พูลได้ แม้ 1 แต้มจะไม่น่าสะอิดสะเอียน แต่ว่าควรทำได้ดียิ่งกว่านี้ โดยดูจากกลุ่มกำลังลงตัวและทำผลงานได้ดี
ตอนเปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม พวกเราเกือบจะมองไม่เห็นมูรินโญ่ยิ้มแบบชื่นใจเลย เพราะว่าเขาอาจจะใส่ใจดีว่าการมารับงานที่สมาพันธ์นี้ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำกันเล่นๆหรือให้สัญญาทึ่มๆว่ามาปีแรกจะได้แชมป์นู่นแชมป์นี้
"ผมถามตัวเองว่า : เพราะอะไร ในปีข้างหลังๆสิ่งต่างๆไม่ได้งามตามเดิมเป็นมา"
"หนึ่งในคำตอบที่แจ่มชัดคือ บอลเปลี่ยนไปมาก และการแข่งขันชิงชัยไม่ได้เหมือนเมื่อ 10-20 ปีกลาย มันยากขึ้นที่จะเอาชนะ ยากที่จะเป็นครองความใหญ่โตอยู่กลุ่มเดียว ผมเข้าใจกันดีอยู่แล้ว ผมรู้ว่างานผมจะยาก"
"ถ้าหากคุณคิดออกทีแรกที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมไม่ได้เย่อหยิ่งเลย ผมรู้ว่าคำกล่าวผมมันเป็นการเสี่ยงเมื่อผมพูดว่า : "ผมต้องการให้ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ตอนนี้" แต่ว่าผมคิดว่า ถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกก็คือ ไม่ว่าสถานภาพของแมนฯ ยูไนเต็ดจะเป็นอย่างไร คุณก็จำเป็นต้องบอกอย่างนั้น แต่ว่าผมรู้ว่ามันยาก"
"ผมรู้ว่าท็อตแน่มทำอะไรบ้างตลอด 2 ปีข้างหลัง ผมรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่สมาพันธ์อื่นๆแต่ว่าผมก็ยังต้องการเปิดให้สัมภาษณ์แบบงั้น เพราะว่าผมมีความรู้สึกว่ามันถูก"
นี่คือการพูดของคนที่ใส่ใจรู้ มีสติสัมปชัญญะครบสมบูรณ์ มูรินโญ่ไม่ได้เย่อหยิ่งอย่างตอนเปิดตัวกับเชลซีเมื่อปี 2004
เขารู้ดีว่าการมาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด มีเป้าหมายอย่างเดียวคือจำเป็นต้องได้แชมป์ ไม่ว่ากลุ่มตอนนั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม และเขารู้ว่ามันยาก
"ผมเลือกงานที่ผมอยากได้ ผมเลือกอยู่กับสมาพันธ์ที่ผมต้องการไปอยู่ด้วย ผมทุ่มเททุกสิ่งที่ผมมี ผมไม่สามารถให้อะไรได้มากกว่านี้แล้วในแง่ของ เวลา, ความอยาก และความตั้งใจ ผมแฮปปี้กับตัวเอง"
"ถ้าหากผมวิเคราะห์ตัวเอง ผมมีช่วงประสบความสำเร็จ ที่ผมได้แชมป์ล้นหลาม แต่ว่าผมไม่ได้เป็นสุขสุดกำลังกับสิ่งที่ผมเคยทำในเวลานั้น ผมคิดว่าผมสามารถทุ่มเทมากกว่านั้น และทำอะไรให้ดียิ่งกว่านั้นได้ แต่ว่าในเวลานี้ ผมมความสำราญกับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมรู้ว่าผมกำลังไล่ล่าความสำราญอย่างที่สุดในบอลอยู่ โน่นคือพากลุ่มชนะและได้แชมป์"
แสดงว่า ทั้งตอนอยู่ปอร์โต้, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด และเชลซี 2 รอบ ที่เขานำกลุ่มได้แชมป์มาตลอด แต่ว่าเขากลับรู้ว่าตัวเองยังไม่อิ่ม
คิดว่าตัวเองยังไม่สุดกำลังกับการคุมกลุ่ม แต่ว่าตอนนี้เขากลับกล่าวว่า เขากำลังเป็นสุขที่สุด ทั้งที่เหตุการณ์และจังหวะการได้แชมป์ของซาตานแดง ณ เวลานี้ ไกลห่างจากการประสบความสำเร็จ … เพราะอะไรถึงอยากได้งานนี้ ? อะไรคือความจำแรกของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด ? โชเซ่ มูรินโญ่ มีคำตอบ
"บิดาผมถ่ายทอดความคลั่งไคล้ในเกมลูกหนังให้ผม ชีวิตของท่านทั้งการเป็นนักเตะ การกล่าวยกย่องที่ท่านมีให้แก่พวกสมาพันธ์ใหญ่ๆนักเตะเก่งๆ"
"ผมคิดออกไหมตอนเป็นเด็กที่เบนฟิก้าเจอแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ ? ไม่หรอก ผมจำไม่ได้ แต่ว่าผมรู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับนัดชิงนัดนี้ เพราะว่ามันเป็นในรุ่นของบิดาผม"

"ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม ผมจำเป็นต้องเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดในทันทีเลย ผมนั่งอยู่ข้างสนามด้วยในเกมที่เสมอ 3-3 (เจอบาร์ซ่า ปี 1998/99)"
"ทีแรกที่ผมได้ร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส ลีก ในฐานะผู้จัดการกลุ่ม ผมก็เจอแมนฯ ยูไนเต็ด อีกที (คุมปอร์โต้ปี 2004) และทีแรกที่ผมมายังพรีเมียร์ลีก เกมแรกของผมก็เจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดอีก (เชลซีชนะ 1-0)"
"ผมมีความจำเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ดล้นหลามในอาชีพของผมและผมเข้าใจกันดีอยู่แล้วถึงประวัติศาสตร์ของพวกท่าน ผมไม่ได้เรียนอะไรเลยตอนมาร่วมกลุ่มแมนฯ ยูไนเต็ด ผมเคยเรียนเรื่องของสมาพันธ์ต่างๆที่ผมเข้าไปคุม แต่ว่ากับที่นี่ ผมไม่จำเป็นที่จะต้องทำยังงั้นเลย"
"ผมรู้เกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเยอะมาก แม้กระทั้งจนกระทั่งก่อนที่ผมจะฝันว่าได้มาร่วมงานกับพวกท่านเสียอีก"
ชาบี เอร์นานเดซ ในวัย 18 ปี เปิดฉากกลุ่มชุดใหญ่ให้บาร์ซ่า เป็นครั้งแรกในเกม ชปล. ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยุคที่ หลุยส์ ฟาน กาล เป็นกุนซือ และข้างสนามวันนั้นมูรินโญ่ก็นั่งเป็นมือขวาของ "จารย์หลุยส์" อยู่ด้วยนั่นเอง
ชาบีกล่าวว่าเขาตื่นเต้นกับบรรยากาศในสนามที่นี้ ในฐานะดาวรุ่งที่ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ ในตอนที่โดน ฟาน กาล สั่งให้ไปวิ่งวอร์มจัดเตรียมสลับตัวลง
เมื่อ เดวิด เบ็คแฮม ปั่นฟรีคิกให้เจ้าถิ่น ชาบีได้ยินเสียง "ชาวอังกฤษกว่า 50,000 คนตะคอกใส่หูผม" และเขากล่าวว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยังเป็นสมาพันธ์ที่เขาชื่นชอบที่สุดในยุโรปสำหรับมูรินโญ่เอง สนามที่นี้ก็เคยเป็นความจำไม่มีวันลืมด้วยเหมือนกัน
"คุณอาจจะหวังว่าผมจะตอบอันอื่น แต่ว่าความจำที่แจ่มชัดของผมกับโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คือขณะที่ปอร์โต้ยิงประตูในนาทีที่ 88 หลังจากนั้นอีก 5 นาทีถัดมาเป็นเมืองนรก!!"
"ตามเดิมแล้วถ้าหากพวกเรายิงประตูในนาที 88 คู่แข่งของพวกเราก็ตายไปแล้ว สนามก็ตายไปด้วย"
"แทนที่จะเป็นอย่างนั้น พวกเรากลับมี 5 นาทีที่นายทวารพวกเราจำเป็นต้องแงะซูเปอร์เซฟ, บอลชนเสากระดอนไปๆมาๆ แบ็กซ้ายของผมจำเป็นต้องไปยืนคุมเสา พวกเรามีความรู้สึกว่ามันอาจจะจบไปแล้ว แต่ว่าพวกเขา (แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด) มีความรู้สึกว่ามันยังเป็นไปได่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นข้างชนะ ผมจำเสียงดังในช่วงเวลานั้นได้ดี"
"ผมมีความรู้สึกว่าเกมมันจบแล้วแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ยินยอมให้เกมจบลง มันเป็นเมืองนรกของพวกเราเลย เมืองนรก!!!"
เหตุการณ์ตอนนี้คือ โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่คนของบาร์ซ่า, อินเตอร์ มิลาน หรือปอร์โต้แล้ว แต่ว่าเขาเป็นกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จากที่เคยมาเยี่ยมสนามที่นี้ในฐานะกุนซือคู่แข่ง โอกาสนี้เขาเดินลงสู่สนามพร้อมสูทเบลเซอร์สีดำที่มีตราสมาพันธ์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะที่อก
"ภูมิใจ ผมมีความภาคภูมิมากที่ได้เป็นผู้จัดการกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมโชคดีพอที่ได้คุมกลุ่มใหญ่ๆ"
"เรอัล มาดริดก็ใหญ่, อินเตอร์ มิลานก็ใหญ่ มีประวัติศาสตร์ล้นหลาม มีกุนซือยิ่งใหญ่อยู่ก่อนหน้าผม ผมไม่ประหม่าเลย ไม่สักหน่อย ผมเพียงแค่มีความรู้สึกว่า "นี่มันเหมาะสมกับฉันอยู่แล้ว" ผมมั่นใจ และนิ่งมาก ผมพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแต่ว่าผมก็ภูมิใจมากด้วยเหมือนกัน"
"ในฐานะคู่แข่ง เมื่อคุณมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คุณคิดว่าเสมอ "พวกนายอยู่บนยอดสุดของโลกบอล" คุณดูไปทั่วสนามแล้วรำพึงว่า "ว้าววว" แต่ว่าผมก็เคยคิดว่ามันเหมาะสมกับผมด้วยเหมือนกัน"
"ผมรู้สึกภูมิใจมากทุกนัดที่ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกอย่างนั้น และหวังว่าจะรู้สึกอย่างนั้นไปกระทั่งกลางคืนในที่สุดของผม มันควรเป็นอย่างนั้น ผมรังเกียจช้าผู้เล่นอยู่ที่นี่ 2-3-4-5 ปี แล้วความรู้สึกกับสมาพันธ์ลดลง"
การได้มาคุมกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มูรินโญ่กล่าวว่าเขาเข้าใจกันดีอยู่แล้วถึงประวัติศาสตร์สมาพันธ์หนึ่งในนั้นคือเรื่องราวของการเปิดโอกาสเด็กจากกลุ่มเยาวชน ซึ่งเป็นมาตลอด 80 ปี แมนฯ ยูไนเต็ดเปิดโอกาสดาวรุ่งเสมอ

"ใช่ผมรู้ ดาวรุ่งนักเตะที่ทำให้ผมตื่นเต้นนะหรือ ? มีสิ แต่ว่ามีคนที่พร้อม (สำหรับกลุ่มชุดใหญ่) หรือยัง ? ยังไม่มี"
"ฤดูที่แล้ว หลายคนรอคอยโอกาส หลายคนมีพรสวรรค์ แรชเฟิร์ด เป็นตัวที่เด่นสุด มันมีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่พวกเขาจำเป็นที่จะต้องลงเล่น ทำให้พวกเขาไม่มีแรงกดดัน ไม่มีนักเตะชุดใหญ่ที่นั่งรออยู่ข้างสนามเพื่อรอให้พวกเขาทำผิดพลาด" (ยุคของ ฟาน กาล)
"โอกาสก็มีเพียงแค่ แรชเฟิร์ด หรือ แรชเฟิร์ด กับ เมนซาห์ กับ เมนซาห์ ไม่มีวันเลือกอื่น เพราะว่ามีนักเตะเจ็บเยอะมาก"
"เหตุการณ์ต่างไปในฤดูนี้ นักเตะเจ็บน้อยมาก ความคาดหวังในตัวนักเตะก็สูงขึ้น"
"ถ้าหากคุณไปไล่มองในประวัติความเป็นมาดาวรุ่งของสมาพันธ์ คุณจะพบ บางบุคคลที่เป็นตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เขามีปีที่ 2 ที่ไม่ได้ดีเท่าปีแรกนะ แต่ว่าหลังจากนั้นปีที่ 3 ค่อยกระโดดมาอยู่ในระดับที่เป็นกิ๊กส์ที่พวกเรารู้จัก"
"มันคือเรื่องปกติสำหรับดาวรุ่งส่วนใหญ่ พวกเขาขึ้นมาทีแรก ไม่เคยทราบสึกกดดัน ไม่เคยทราบสึกถึงความรับผิดชอบ คู่แข่งก็ไม่เคยรู้ เลยโดนเล่นงานแบบไม่ตั้งตัว แต่ว่าพวกเราก็ฝึกกับพวกดาวรุ่งมาเสมอนะ บางคราวบอล มันขึ้นอยู่กับจังหวะ แน่นอน ทุกคนที่นี่เข้าใจกันดีอยู่แล้วถึงทางของสมาพันธ์นี้ที่เปิดโอกาสดาวรุ่ง"
ดูเหมือนกับว่ามูรินโญ่กำลังทำงานอย่างมีความสุขที่สุดในอาชีพการเป็นกุนซือในช่วงเวลานั้น
เขากล่าวว่า เขาไม่ต้องการที่จะอยากโดนแบนอีก เลยมักเห็นเขาจำเป็นต้องนั่งข้างสนามบ่อยเวลาไปเล่นเกมเยี่ยม เขาพยายามอดกลั้น พยายามนิ่งเข้าไว้
เขารู้สึกเป็นสุขกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟนผีเริ่มเบื่อกับการเปลี่ยนกุนซือบ่อยเกินไปแล้วในระยะหลัง ซึ่งเขายืนยันว่าเขาพร้อมจะอยู่กับกลุ่มไปยาวๆ
"ผมมีสัญญา 3 ปี ผมไม่สามารถขอมากกว่านั้นได้ปัจจุบันนี้ แต่ว่าถ้าหากผมประสบความสำเร็จปัจจุบันนี้ผมอาจจะขอสัญญาเพิ่มจาก เอ็ด วูดเวิร์ด ไปแล้วเพราะว่าผมต้องการอยู่"
"ผมต้องการอยู่ที่นี่ มันเป็นสมาพันธ์ที่ผมสามารถสร้างการบรรลุผลใหญ่ๆได้ เป็นที่ที่ผมอยากได้เวลาสักนิด ผมมีความรู้สึกว่า 3 ปีก็เพียงพอแล้ว (ในแนวทางการทำกลุ่มกลับมาประสบความสำเร็จ)"
"ผมไม่ได้ขอมากกว่านี้ แต่ว่าผมต้องการอยู่ไปนานๆแมนฯ ยูไนเต็ดจะเขี่ยผมทิ้งเมื่อพวกเขาอยากได้ ไม่ใช่ขณะที่ผมอยากได้ เพราะว่าผมไม่ต้องการที่จะอยากจากไปเลย"

กริซมันน์ กับโอกาสย้ายทีมไป แมนยู

เวลานี้ข่าวสารระหว่าง อองตวน กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งโหมกระหน่ำขึ้นเป็นระยะแล้วนะครับ
ปัจจุบันสื่อประเทศฝรั่งเศสหลายรายรวมถึงผู้สื่อข่าวดังที่มีคนติดตามทางทวีตเตอร์ก็รายงานตรงกันว่ากองหน้าประเทศฝรั่งเศสกับ ‘ภูติผีปีศาจแดง’ บรรลุกติกาพื้นฐานกันได้แล้ว
ทดลองสื่อภูมิลำเนาของ กริซมันน์ เล่นแรงขนาดนี้ ดูท่าจะมีสาเหตุให้เชื่อถือได้ไม่น้อย เนื่องจากว่าทางฝั่งสเปนเองแม้กระแสยังไม่แรงมากมายแม้กระนั้นก็เริ่มลงเนื้อหาบ้างแล้ว
ถ้าหากจำกันได้ เมื่อวันที่ 24 มกราคมก่อนหน้าที่ผ่านมา ผมเคยเขียนถึงดีลระหว่าง กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ไปแล้ว หลักๆก็ว่าถึงข่าวสารรวมทั้งกระแสที่สเปนซึ่งยังเงียบอยู่ แม้กระนั้นก็ปิดท้ายว่ามันมีความน่าจะเป็นพอสมควร
มาวันนี้จากที่เกาะติดสถานการณ์มาเรื่อยรวมทั้งการตีข่าวสารจากประเทศฝรั่งเศส เห็นทีคงจะจำต้องปรับระดับ ‘ความเป็นไปได้’ ให้สูงขึ้นอีก พินิจพิจารณากันที่ตรงนี้ ทำไม กริซมันน์ จึงจะย้ายออกจาก บิเซนเต้ กัลเดรอน ? เหตุผลหลักๆมันก็มีอยู่ 4-5 ข้อ แรกเลยก็คือ ดาวยิงหมายเลข 7 กำลังถึงจุดอิ่มตัวกับ แอตเลติเตียนโก รวมทั้งอยากไขว่คว้าหาความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่ากองหน้าวัย 25 อยู่กับกลุ่มมาตั้งแต่ฤดู 2014-15 นับจนกระทั่งเวลานี้ก็แทบๆ3 ฤดูแล้ว ซึ่งว่ากันส่วนตัวถือว่าไปถึงเป้าหมายอย่างสูง เป็นนายทัพตัวหลักของกลุ่ม ยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ ได้รางวัลผู้เล่นเยี่ยมที่สุดของ ลา ลีกา ปี 2016 ก่อนที่ปัจจุบันจะคว้าชั้น 3 ของ บัลลงดเว้นอร์
กระนั้น นอกเหนือจากการยอมรับจากแฟนคลับตราหมี รวมทั้งผู้คนในวงการแล้ว กริซมันน์ กลับไปถึงเป้าหมายครอบครองแชมป์กับ แอตเลติเตียนโก น้อยมาก
เคยเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูปัจจุบัน แม้กระนั้นก็อกหักไป เป็นเหตุให้จนแล้วจนรอดกับ แอตเลติเตียนโก เขาจึงได้เพียงแชมป์ซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ เมื่อปี 2014 เพียงรายการเดียวแค่นั้น ซึ่งน้อยอยู่ดีเมื่อเทียบกับฝีเท้า หันมาดูเส้นทางของ ‘ตราหมี’ ในฤดูนี้ ก็ทำท่าว่าจะวืดสูง ลา ลีกา ตามหลัง เรอัล มาดริด 10 แต้มแถมยังแข่งมากยิ่งกว่าหนึ่งนัด ซึ่งถ้าเกิดกลุ่มชุดขาวบุกชนะ บาเลนเซีย ในเกมตกค้างที่ เมสตาคุณย่า ก็จะโดนทิ้งไปไกลถึง 13 แต้ม ระยะห่าง 13 แต้ม จากกลุ่มอย่าง มาดริด อย่างนี้ก็โบกมือลาโอกาสครอบครองแชมป์ได้เลย เฉกเหมือนกันกับสถานการณ์ในโกปา เดล เรย์ ที่กลุ่มกรุยไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก็ดูแล้วยากเย็น เนื่องจากว่าเกมแรกที่ กัลเดรอน กริซมันน์ รวมทั้งเพื่อนฝูงๆดันแพ้ค้างรังต่อ บาร์ซ่า 1-2 เลกลำดับที่สองในวันพฤหัสบดีหน้าจำต้องบุกชนะถึง คัมป์ นู ด้วยระยะห่าง 2 ประตูขึ้นไปถือว่ายากมากมาย โอกาสจอดป่ายแค่รอบนี้มีสูงเกิน 60% คงมีเพียงรายการแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เดินทางไปถึงรอบ 16 กลุ่มท้ายที่สุดแค่นั้นที่ยังเป็นความคาดหวัง แม้กระนั้นเส้นทางนั้นก็ไม่ง่ายเลยซักนิด ถึงจะผ่าน เลเวอร์คูสังเวย ได้ แม้กระนั้นก็มีเสือราชสีห์วัวกระทิงเเรดรออยู่อีกเพียบ ด้วยความสำเร็จที่คว้ามาได้เพียงน้อยนิด บางทีอาจเป็นชนวนเหตุให้เขาคิดถึงความรุ่งเรืองในอนาคต เนื่องจากว่าสำหรับอาชีพนักฟุตบอล การครอบครองแชมป์รวมทั้งการยกระดับตัวเองขึ้นไปเรื่อยถือว่าสำคัญมาก การย้ายไปสู่กลุ่มที่ใหญ่กว่า มีความสามารถมากยิ่งกว่าจะเอื้อโอกาสให้เขาตามล่าสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ง่าย กองหน้าหมายเลข 7 ใช้เวลาสร้างชื่อกับ เรอัล โซเซียดาด 5 ปี แล้วตกลงใจยกระดับตัวเองไปอยู่กับ แอต.มาดริด
เวลาแทบ 3 ฤดูภายใต้ชายคา กัลเดรอน เขาปรับปรุงตัวเองจากนักฟุตบอลฝีเท้าดีขึ้นชั้นสู่ ‘สตาร์ดัง’ ซึ่งมันคงจะไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ซักนิดถ้าเกิดเขาคิดก้าวข้ามจากคำว่า ‘สตาร์’ ไปสู่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ เว้นแต่ชื่อเสียง รวมทั้งเกียรติศักดิ์แล้ว เรื่องของรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็ถือว่าเย้ายวนไม่น้อย ตามข่าวสารว่าถ้าหาก กริซมันน์ ย้าย เขาจะได้รับค่าตอบแทนพรั่งพร้อมเทียบเท่ากับ ปอล ป็อกบา เพื่อนสนิทถึง 17 ล้านยูโรต่อปี จำนวนค่าตอบแทนนี้ เมื่อเทียบกับที่รับอยู่ในปัจจุบัน ถือว่าแตกต่างราวฟ้ากับเหว

กับ ‘ตราหมี’ กริซมันน์ รับอยู่ที่ 6 ล้านยูโรต่อปีพอๆกับ โกเก้ ราคานี้ถือเป็นเรตค่าตอบแทนสูงสุดที่กระดานแอตเลติเตียนโกจะจ่ายให้ได้ หากว่าเขาจะเป็นสตาร์หมายเลขหนึ่งของกลุ่ม แม้กระนั้นถ้าหากจะอัพให้มากยิ่งกว่านี้แทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจาก ‘ตราหมี’ เป็นกลุ่มที่มีวินัยทางการเงินเคร่ง พวกเขาตั้งเพดานสูงสุดไว้แค่ 6 ล้านยูโร นักฟุตบอลทุกคนจะไม่มีผู้ใดได้มากยิ่งกว่า 6 ล้าน ถ้าเกิดนักฟุตบอลรายใดที่อยากได้มากยิ่งกว่า ก็มีแค่โอกาสเดียวแค่นั้นคือ ‘ย้ายออก’ เหมือนกับในกรณีของ ดีเอโก้ กอสต้า ที่โยกไป เชลซี หรือเคสก่อนหน้าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไปอยู่กับ โมนาโก อดีตกาลสองหัวหอกจำต้องย้ายไปเพื่อรับเงินค่าตอบแทนที่สูงยิ่งกว่า ทั้งๆที่ไปถึงเป้าหมายอย่างสูงรวมทั้งเล่นเข้ากับกลุ่มได้เป็นอย่างดี อีกปัจจัยนึงที่มีข้อสำคัญไม่น้อย ก็คืออนาคตของลูกพี่ใหญ่อย่าง ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ กริซมันน์ ให้ความเคารพ รวมทั้งเชื่อใจ ซิเมโอเน่ อย่างมาก หลายๆครั้งเขาให้สัมภาษณ์ในประมาณว่าตราบใดที่ โชโล่ ยังอยู่กับกลุ่มเขาจะไม่ไปไหนแม้กระนั้นจากข่าวล่าสุดที่ การ์ลอส ซิเมโอเน่ บิดาของ โชโล่ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ลา ที่นาซิออน สื่ออาร์เจนติเตียนน่าถึงอนาคตของลูกชายว่า “ไม่ช้าไม่เร็วจะเกิดความเคลื่อนไหว” “ดีเอโก้ รู้สึกสะดวกสบายกับชีวิตที่มาดริด แม้กระนั้นความเคลื่อนไหวจะเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่ผมไม่รู้ดีว่ามันจะไปจบที่อังกฤษ หรือ อิตาลี” ทดลองบิดาที่ปรึกษาใหญ่บอกชัดขนาดนี้ ก็เห็นที กริซมันน์ ควรจะเก็บเอาไปคิดบ้างส่วนในข้อหนักใจที่ว่า แอต.มาดริด บางทีอาจไม่ยินยอมขาย กริซมันน์ ก็ดูเหมือนเป็นการสันนิษฐานที่เลือนลาง เนื่องจากว่านานมาแล้ว ‘ตราหมี’ ไม่คยยี่หระกับวิธีขายสตาร์ของกลุ่มออกไปเลยแม้กระทั้งรายเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฟร์นานโด ตอร,เซร์คิโอ อาก้วยโร่ ‘กุน’ ,ราดาเมล ฟัลเกา หรือ ดีเอโก้ กอสต้า
หน้าแข้งพวกนี้ยังถูกขาย กริซมันน์ คงจะไม่มีข้อละเว้น ขอแค่เพียงเงินถึง โต๊ะเก้าอี้ที่ กัลเดรอน ก็พร้อมที่จะถูกจับมาตั้งวางเพื่อรองรับการเจราจา ข้อสำคัญคือ แมนฯยูไนเต็ด กล้าทุ่มแค่ไหน ? ถ้าหากระดับใกล้ๆ100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาค่าฉีกข้อตกลงที่ กริซมันน์ เซ็นไว้ถึงปี 2020 โน่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย อีกทั้งปฏิกิริยาจากแฟนบอล ‘ตราหมี’ นั้น ปัจจุบันผมไปสัมภาษณ์พวกเขามาถึงเรื่องนี้ แม้คนจำนวนไม่น้อยยังไม่เชื่อว่าดาวยิงเฟร้นช์แมนจะย้าย แม้กระนั้นถ้าหากจบแล้วมันหลีกเลี่ยงมิได้จริงๆพวกเขาก็ไม่กลัว “ถ้าหากเขาย้าย เราก็ซื้อคนใหม่เข้ามาแทน ก่อนหน้าที่ผ่านมาเราทำให้เห็นมาหลายครั้งแล้ว” มานู หนึ่งในกองเชียร์ตราหมีแสดงทัศนะกับผมไว้เช่นนี้ส่วนตัว ผมคิดว่าเรื่อง กริซมันน์ ย้ายไม่ย้าย งานนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวรวมทั้งผู้บริโภคอย่าง แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ส่วน แอตเลติเตียนโก ก็แค่คอยยอมรับฟังข้อเสนอ

กฎอะเวย์โกล…ดีจริงหรือ

วินาทีที่ เอดินสัน คาวานี่ ตะบันผ่าน มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตนเก้น เว้นเสียแต่จะทำให้อ่างชามยักษ์สงัดเงียบโดยมีแม้กระนั้นเสียงโห่ร้องจากบรรดาแขกห้าพันชีวิตที่แผดลั่น ก็ยังทำให้บางเสี้ยวอารมณ์มีความคิดว่ากฎประตูทีมเยี่ยมที่ออกกันมานั้นมีความไม่ยุติธรรมซุกซ่อนจริงๆ

เป็นได้ไงทีมที่อุตสาห์ตั้งอกตั้งใจรัวถึงสามลูก (ในขณะที่จากเกมแรกราวเกรียวว่าพวกเขาถูกถอดชื่อออกจากสารบบเป็นระเบียบ) จำต้องมาโดนดับจังหวะเพียงการเสียลูกเดียว??

ในช่วงเวลานั้นเข็มนาฬิกากระดุกกระดิกผ่านหนึ่งชั่วโมงนิดเดียว นั่นเป็นว่านายทัพเสื้อเลือดหมูน้ำเงินจำเป็นต้องดาหน้าทำให้ได้อีก 3 ประตู แม้เชื่อว่าปาฏิหาริย์บนโลกนี้ไม่เคยตาย
เปแอสเชก็ไม่ใช่ทีมไก่กาที่ใด นี่เป็นสมาพันธ์เลขหนึ่งของฝรั่งเศสซึ่งมีความทะเยอทะยานมุ่งหมายครอบครองเจ้ายุโรปให้ต้องได้ อีกนั่นแหละก็อาจมีแม้กระนั้นบาร์เซโลน่าที่ทำอะไรแบบคืนวันพุธได้ พวกเขาคงตบเกียร์ห้าถัดไป อย่าลืมว่าข้อตำหนิเป็นหลังบ้านก็จะรั่ว ขืนเสียอีกลูกก็เหมือนลงหลุมแล้วโดนดินฝังด้วย

เพราะว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเมื่อเอาสกอร์สองเกมมารวมแล้วคนใดได้มากกว่าจะได้รับการยกมือ ปัญหาดันผูกตรงว่ามีกฎอะเวย์โกลซึ่งทางยูฟ่าตั้งใจว่าเพื่อพวกทีมเยี่ยมไม่เป็นอุดกันเป็นข้อโต้แย้งสำคัญ

ยักษ์กาตาลันยิงลูกที่ 4 นาที 88…

ใช่ครับผม-Football, Bloody Hell!!

ซีซั่นที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉายแววตาแสนผิดหวังเมื่อบาเยิร์น มิวนิคจอดรอบรองชนะเลิศอีกหนด้วยการ''เสมอ'' แอตเลว่ากล่าวโก มาดริดสองนัดหมาย 2-2 ผมเขียนไม่ผิดใช่มั้ย เกมแรกที่ประเทศสเปนบุกไปแพ้ 0-1 แม้กระนั้นมาเอาคืนที่อัลลิอันซ์ อารีน่า 2-1

ถามว่าเสือใต้สมควรอกหักไม่ได้ไปซาน สิโร่ตรงไหน??

ปี 2009 คำกริยานักเลงของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา หากยังนึกออก แต่นั่นแหละทุกคนเข้าใจว่าเป็นคนใดก็โมโห ทั้งการเป่าเฮงซวยของเชิ้ตดำจากประเทศนอร์เวย์ตลอดจนการที่ความฝันจำต้องมาพังทลายในนาที 93

ใช่ บ้าจริงๆในขณะที่สกอร์สองนัดหมายยังไงก็ควรได้เตะต่อเวลาเพราะว่าเท่ากัน 1-1 แม้เพียงกติกาจากยูฟ่าที่ให้สิทธิ์ทีมเยี่ยมพิเศษในกรณีทำคะแนนนอกรังได้ หรือกระทั่งอาร์เซน่อลเองก็เคยมีอยู่ปีที่ทำเป็นดีสุดแล้วต่อการตรึงผลสองเกมให้เท่ากับบาเยิร์นได้ที่ 3-3 แม้กระนั้นพวกเขาก็ไม่วายจำต้องกระเด็นรอบน็อกเอาต์รอบแรก เพราะว่าจากกฎอะเวย์โกล

แน่นอน แท็กติกจึงจำต้องละเอียดมากสำหรับระบบเหย้า-เยี่ยมจำพวกนี้

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่าทีมที่ได้เฝ้ารังก่อนแม้ไม่ได้ศักดินาสูงอย่างบาร์ซ่า, บาเยิร์น หรือมาดริดควรจะทำตามไรดี เพราะหากมัวแต่บุกเพื่อหมายเก็บชัยชนะก่อนแล้วไปพลาดโดนมา งานก็หนักเป็นสองเท่าในทันที ซึ่งฤดูกาลที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ทำอย่างงั้นด้วยการเสมอมาดริด 0-0 ที่เอว่ากล่าวฮัด สเตเดี้ยม ก็แค่เกมสองไม่สามารถที่จะอาศัยเกมโต้กลับทะลวงผ่านแนวรับของพระราชาชุดขาวได้สักลูก

สำหรับกฎอะเวย์โกลถูกคิดขึ้นครั้งแรกปี 1965 ในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ (เอาแชมป์บอลถ้วยแต่ละประเทศเจอะกัน) โดยเหตุผลเริ่มมาจากเพื่อกำจัดแจงรีเพลย์ออกไปในกรณีสกอร์เท่ากัน ยุคเก่าจำต้องคิดภาพตามว่ายุคอดีตกาลที่การเดินทางยังไม่สะดวก ระบบต่างๆก็ค่อนข้างจะล้าหลัง ซึ่งสมัยนั้นมีการคำนวณว่าสถิติชัยชนะของทีมเยี่ยมในเวทียุโรปมีแค่ 16% โดยก็พอเข้าใจตามได้ว่ามันลำบากต่อการที่ทีมใดก็ตามจำต้องผ่านน้ำผ่านสมุทรไปฟาดแข้งภายใต้ข้อกำหนดของต้นเหตุต่างๆ

ย้อนกลับไปจึงมักเจอผลที่ชนะกันโอฬาร อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเคยต้อนเอชเจเคของฟินแลนด์ 6-0, เบนฟิก้าไล่กระหน่ำทีมจากลักเซมเบิร์กสิบลูก หรือเฟเรนซ์วารอสจากฮังการีเอาชนะเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ 9-1 เป็นต้น

นอกจากนี้ ตามความเชื่อถือของยูฟ่าเป็นเพื่อมอบให้กำลังใจต่อทีมที่ไปพ่ายแพ้มา 3-1 ว่ายังมีหวังมากกว่า 2-0!!!

อย่างไรก็ตาม ยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น ทุกๆวันนี้การออกนอกประเทศถือว่านอนสอนง่าย ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เข้ามามีหน้าที่ที่ทำให้สกอร์ไม่กระจุยกระจายเท่านั้นอีกแล้ว สถิติของทีมเยี่ยมในยุโรปก็กำชัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 35%

ผมมั่นใจว่าเกมบอลบ้าๆที่คัมป์ นูเมื่อคืนวันพุธ ลองว่าเป็นทีมอื่นก็คงถอดหัวใจกับโยนผ้าขาวให้เปแอสเชไปแล้วเมื่อเสียอะเวย์โกลอย่างงั้น

แม้นั่นเป็นบาร์ซ่าที่อุดมพร้อมพรั่งด้วยแนวรุกสุดอันตราย

ก็บางทีอาจต้องโทษนักฟุตบอลจากเมืองหลวงฝรั่งเศสด้วยว่า พวกเขาเกรงสั่นเหลือเกิน ประมาทด้วยที่ไม่คิดว่าจะมาโดนสามลูกติดกันข้างในตอนที่ห่างกัน 7 นาที

เวลาเดียวกันก็เป็นได้ว่าแม้ไม่มีอะเวย์โกล เกมก็บางทีอาจจำต้องต่อเวลาเพราะพอบาร์ซ่ากะซวกประตูที่ 5 ได้ก็บางทีอาจผ่อนเกมลง ขออนุญาตใช้คำว่า ''บางทีอาจจะ'' ครับ เพราะการมาเขียนวิเคราะห์ทีหลังย่อมยากที่จะคาดคะเนสถานการณ์ที่กำลังเป็นไปในสนามในช่วงเวลานั้นๆ

ครับผม ตามเซนส์ของเราทั่วไปนั้น ระบบเหย้า-เยี่ยมไม่ว่าจะถ้วยใด การที่ข้างใดก็ตามได้กลับมาเตะในรังนัดหมายสองมักถูกเห็นว่าได้เปรียบกว่า

เพราะกฎอะเวย์โกลทำให้ทีมที่ออกไปนอกบ้านก่อนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ยุทธวิธีใดสู้ บางโอกาสมขอยิงได้สักลูกก็พึงใจ แม้จบด้วยชัยชนะจะเพอรต์แม้กระนั้นหากเสมอ 1-1 หรือกระทั่งพลาดท่าก่อน 1-2 ก็คงมีความมั่นใจและความเชื่อมั่นจิตใจว่าสามารถปิดจ๊อบได้ในเกมลำดับที่สอง

นอกจากนี้จากผลที่ได้รับจากการสำรวจรอบทศวรรษมานี้พบว่าจำนวนประตูของเกมนัดหมายสองรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16, รอบ 8 และรอบตัดเชือก) มีสูงกว่าเกมแรกโดยค่าถัวเฉลี่ยตกที่ 33 ลูก กับ 39 ลูก ซึ่งนั่นก็บางทีอาจจะชักแม่น้ำโยงกับกฎประตูทีมเยี่ยมได้ว่าทำให้นัดหมายสองทั้งคู่เปิดหน้าเข้าหามากมายกว่า หรือบางโอกาสมันเป็นธรรมชาติของเกมบอล อย่างครึ่งแรกของแต่ละเกมก็มักจะไม่สนุกเท่าครึ่งข้างหลัง

''เพราะว่าครึ่งแรกเครื่องยังไม่ร้อน อีกอย่างบางโอกาสก็ดูเชิงกันบ้าง บางโอกาสก็ย้ำแท็กติกกันมากมายไป และบางโอกาสร่างกายที่พึ่งจะลงไปคงฟิตทั้งคู่ แม้กระนั้นพอเวลาผ่านไปทีมที่ฟิตกว่าก็บางทีอาจบดเอาชนะได้'' กูรูทางลูกหนังคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้

สี่คู่ที่ผ่านพ้นไปเมื่อคืนวันอังคารและพุธก็เดินตามแนวความคิดดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว เมื่อเกมแรกนั้นยิงกัน 15 ลูก ส่วนเกมสองใส่กันไม่ยั้งถึง 21 ลูก

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์บางทีอาจครวญถึงจังหวะอย่างมากมายในครั้งแรกที่เอสตาดิโอ ดา ลุยซ์ของเบนฟิก้า กระนั้นด้วยศักยภาพทั้งผองก็ทำให้พวกเขากลับมาต้อนสบายต่อหน้ากองเชียร์คลื่นมนุษย์สีเหลือง

อีกนั่นแหละ บางคนชี้ว่าอะเวย์โกลยังไงก็ตามกว่าไปเตะจุดลูกโทษ ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรจากการโยนเหรียญหัวหรือก้อย แม้แต่กฎซัดเดนเดธซึ่งเคยนำมาใช้ตอนหนึ่งก็ดูจะขาดความกรุณาปรานีเหลือเกิน

''หลายทีมแฮปปี้ที่เสมอ 0-0 ในบ้านแทนที่จะบุกใส่เพื่อเอาชนะ เพราะว่าพวกเขาไม่ได้อยากต้องการเสียในบ้านก่อน พวกเขาเชื่อว่าเกมสองที่ไปเยี่ยมการไม่เสียไปก่อนจะทำให้เล่นง่ายยิ่งกว่า เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่เป็นทีมที่เล่นเกมรับเหนียวแล้วได้จับฉลากเตะในบ้านก่อน ทีมนั้นจะได้เปรียบ'' อาร์แซน เวนเกอร์ เคยตกทรรศนะเอาไว้นานแล้ว

ตามธรรมดาแล้วทีมที่เก่งกว่าก็ควรจะเอาชนะทีมที่อ่อนกว่า

ก็ปลาใหญ่รับประทานปลาเล็กนั่นแล

แม้ด้วยความเป็นบอลซึ่งมักมีพลิกล็อก อะไรๆก็เป็นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเดี๋ยวนี้ที่เรื่องความก้าวหน้าของแท็กติกกับความก้าวล้ำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้แต่ละทีมแทบใกล้เคียงกัน เว้นเสียแต่ในทางทุน, ฝีเท้านักฟุตบอล กับฐานแฟนบอล ซึ่งคงต่างกัน

กฎอะเวย์โกลจึงเรียกว่าน่าเอื้อทีมเล็กๆมากกว่า เพราะพวกทีมใหญ่มั่นใจว่าพวกเขาสามารถขย่มได้อยู่แล้วทั้งคู่เกม

แม้ประตูทีมเยี่ยมนี่แหละ…มักรังแกพวกเขา

โมนาโกแพ้ 3-5 เกมแรกแม้กระนั้นพวกเขาย่อมคงเปี่ยมด้วยความปรารถนา เพราะว่าเกมสองขอชนะ 2-0, 3-1 หรือ 4-2 ซึ่งสถิติในรังของผู้นำฝูงลีก เอิง ในตอนนี้ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 50 เสีย 10

ผมมีความอยากละเลียดงานวันนี้ พลันที่เห็นท่าทีคอตกของนายทัพบาร์ซ่าวินาทีที่คาวานี่ฆ่าเข้าไป ก็ไม่ได้ต่างจากผีเสื้อสักตัวที่เจอกับดักใยแมงมุมกระทั่งทำให้บินต่อไม่ติด ในขณะที่ดอกไม้อันสวยยกช่อรออยู่ไม่ไกล

อะเวย์โกลเป็นกติกาที่แฟร์มั้ย??

คงไม่ แม้กระนั้นมันก็บางทีอาจจะดีมากกว่าเตะจุดลูกโทษแม้พินิจเชิงศาสตร์ของลูกหนัง เพราะว่ามันได้วัดกึ๋นของโค้ชกับความเตรียมการของทีม

แม้ผีเสื้อตัวหนึ่งบางทีอาจจะปฏิเสธ

เพราะว่ามันต้องการบินไปให้ถึงดอกไม้ที่ยกช่อ ถึงแม้ว่าจะปีกมันจะหักตอนเหลืออีกไม่หลาก็ตาม

มหัศจรรย์ของเลสเตอร์ซิตี้

ขอกล่าวว่ามันเป็นเรื่องน่าพิศวงมากมายครับผม น่าพิศวงเท่าๆกับการครอบครองแชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ สิตี้ เมื่อฤดูกาลที่แล้วเลยทีเดียวเชียว
คือนับตั้งแต่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม – ทันใด! อดีตกาลสมาชิกของคุณพี่เขาก็เดินหน้ากะซวกชัยแบบไม่เกรงใจเจ้านายเก่าถึง 6 ครั้งติดต่อกันในทุกรายการ โดยกระหน่ำไป 15 ประตู รวมทั้งเสียแค่เพียง 4 เม็ดเพียงแค่นั้น
พรรคพวกหมาจิ้งจอกสยามมีชัยในพรีเมียร์ลีกต่อเนื่องกัน 5 เกม ไต่เต้าเองหนีโซนอันตรายจนถึงแทบมั่นใจได้แล้วว่าไม่ตกชั้นแน่นอนแถมยังพุ่งทะยานเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เสร็จอีกต่างหาก
นี่ถ้าหากพวกเอ็ง เอ๊ย! พวกเขาอยู่ในฟอร์มการเล่นนี้ตั้งแต่ตอนแรกฤดูกาล เผลอๆบางทีอาจมีสิทธิ์คุ้มครองป้องกันแชมป์ของตนได้เสร็จด้วย ไม่น่าเชื่อแบบเดียวกันครับผมว่าเรื่องพวกนี้จะบังเกิดขึ้น ภายหลัง เลสเตอร์ มอบตำแหน่งผู้จัดการทีมให้ เคร็ก เช็คสเปียร์
ไม่น่าเชื่อจริงๆครับผม – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ แต่ว่าก็ต้องเชื่อ เนื่องจากมันเป็นไปแล้ว
ฤดูกาลนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ คุมทีมในพรีเมียร์ลีกไปทั้งสิ้น 25 นัด ปรากฏว่า เลสเตอร์ เอาชนะคู่ปรับได้แค่เพียง 5 นัดเพียงแค่นั้น
ไม่ซ้ำ 9 เกมในทุกรายการก่อนจะแปลงกุนซือใหม่ เลสเตอร์ เผชิญความพ่ายแพ้ถึง 7 นัด รวมทั้งเสมอ 2 นัด โดยแพ้ผู้ใดกันแน่เลย
ผลงานตกอับดำดิ่งไม่เหมือนกับเมื่อฤดูกาลที่แล้วแบบหน้ามือเป็นหลังตีน พวกเขาเปลี่ยนร่างเป็นทีมดาดๆที่ไม่ได้มีความน่าขามเกรงอะไรจนถึงไปยืนอยู่หน้าปากเหว ล่อแหลมต่อการโดนถีบตกชั้นทั้งๆที่ตนเองมีศักดิ์เป็นถึงแชมป์เก่า
ขูดความจำได้ว่าผู้ที่มีความชำนาญทางด้านเกมลูกหนังคนจำนวนไม่น้อย (รวมทั้งผู้ไม่ชำนาญอย่างผมด้วย) พากันพินิจพิจารณาหามูลเหตุที่กล่าวว่าเพราะอะไร "แชมป์เก่า" ถึงนั่งเบียดกับความเสื่อมแบบงี้ ก่อนที่จะเจอมูลเหตุหลักๆว่า…

1. ผู้เล่นของ เลสเตอร์ คงจะหมดสิ่งจูงใจ หลังพุ่งชนการบรรลุเป้าหมายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมาพันธ์
2. โทษฐานที่เป็นแชมป์เก่า แน่ๆว่าคู่ปรับย่อมระมัดระวังรวมทั้งเน้นย้ำมากเพิ่มขึ้นยามเจอทีมหมาจิ้งจอกสีน้ำเงิน
3. การไม่มีผู้เล่นสำคัญอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้
4. ผู้เล่นคนจำนวนไม่น้อยฟอร์มตกอย่างน่าเกลียด ไม่ว่าจะเป็น เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, ริยาด ปีศาจเรซ รวมทั้งเจมี่ วาร์ดี้
รวมทั้งฯลฯ เป็นต้นว่า "พลังงานบางสิ่ง" ที่พิสูจน์ไม่ได้ด้านวิทยาศาสตร์คงเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ซะแล้ว
หรือกองเชียร์หมาจิ้งจอกสยามที่เคยเจออย่างมากในบางประเทศแถบเอเซียอาคเนย์คงหายบ้าเห่อ หลังจากที่กระแสความแรงของ เลสเตอร์ ในฤดูกาลนี้จะตกลงไปอย่างน่าตกใจ แต่ว่าในความมีชัย 6 นัดปัจจุบัน มันบ่งชัดว่าพวกเขาไม่ได้มีปัญหาเหล่านี้เลยนี่หว่า
ผู้เล่นของ เลสเตอร์ ไม่ได้ชี้ให้เห็นว่าหมดสิ่งจูงใจที่ไหน สิ่งที่มองเห็นคือการไล่ขย่มคู่ปรับอย่างเอ็นหน้าจอยนิ้วโป้งเท้า
แม้คู่ปรปักษ์จะระมัดระวังอย่างจงหนักตามสูตรสำเร็จเวลาเจอแชมป์เก่า แต่ว่าพวกเขาก็มีดีพอที่จะเอาชนะได้แบบไม่ระบมนิ้วโป้งเท้าด้วย
แม้จะไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แต่ว่า เลสเตอร์ ก็ทุ่มเงินซื้อผู้อื่นเข้ามาแทน แถมพวกเขายังเจ๋งพอที่จะเอาชนะคู่ปรับเหมือนเดิมนั่นแหละ
ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, ริยาด ปีศาจเรซ รวมทั้งเจมี่ วาร์ดี้ ต่างระเบิดฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมออกมาอีกรอบ
เคลาดิโอ รานิเอรี่ เองก็ไม่ได้ทำอะไรบกพร่องน่าเกลียด แล้วสมาชิกจะงัดเลื่อยกระแสไฟฟ้ามาหั่นขาเก้าอี้ของเขาทำแมวน้ำอะไร รวมทั้งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เจ้าของทีมที่เป็นชาวไทยก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นว่าไม่มีผู้เล่นของ เลสเตอร์ ใครกันแน่ที่มาเข้าพบแล้วร้องขอให้ปลดกุนซือชาวอิตาลีออกมาจากตำแหน่งสักนิด ตัวผู้เล่นที่เป็นข่าวถูกสื่ออังกฤษใส่ความว่าขอเข้าพบเจ้าของทีม เพื่อถีบเจ้านายของตนออกมาจากตำแหน่งก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นเช่นกันว่าไม่เคยทำอะไรที่อัปยศแบบงั้น
จึงเพียงพอจะสรุปได้ว่าพวกเขาไม่ได้เล่นแบบ "ล้มผู้ฝึกสอน" ครับผม มันไม่น่าจะมีหรอก ไอ้การเล่นล้มผู้ฝึกสอนเนี่ย เนื่องจากมันน่าสมเพช เข้าใจว่ามันคงจะเป็นเรื่องที่ประชาชนคิดกันไปเองซะมากกว่า
ในเมื่อไม่ได้เป็นแบบที่ประชาชนเขานินทากัน แล้วเหตุไฉน ผลงานของ เลสเตอร์ ก่อนรวมทั้งหลังการปลด เคลาดิโอ รานิเอรี่ มันถึงได้แตกต่างอย่างสิ้นเชิง?จุดนี้อาจต้องขอชูความดีความชอบให้กับผู้จัดการทีมคนใหม่ เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่คือยอดเยี่ยมผู้จัดการทีมระดับโลกคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีผู้ใดกันแน่รู้มาก่อน เขากำหนดแผนการเล่นแบบเดิมๆให้สมาชิก เน้นย้ำเกมรับรัดกุม ก่อนที่จะจังหวะรุกรานแบบลอบสังหาร อาศัยความรู้ความเข้าใจส่วนตัวของ รียาด ปีศาจเรซ รวมทั้งความรวดเร็วกว่านรกของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นทีเด็ด ระบบการเล่นก็เหมือนเดิมหมายถึง4-4-2 มีปีก 2 ข้าง มีหน้า 2 ตัว
ตัวผู้เล่นก็เดิมๆนั่นแหละ แถมสมรรถนะบางทีอาจต่ำลงยิ่งกว่าเดิมด้วย เนื่องจากอย่าลืมว่าไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ลูกฟุตบอลอยู่ที่ไหน กูก็อยู่นั่น
…ว่าแล้วก็ตั้งตัวเองเองผู้จัดการทีมคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษที่เริ่มคุมทีมคราวแรกแล้วชนะต่อเนื่องกัน 6 ครั้งแรก ซึ่งขนาดผู้จัดการทีมรุ่นบรมครูอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์ หรือคาร์โล อันเชล็อตว่ากล่าว ยังไม่มีปัญญาทำอะไรแบบงี้เลยครับผมคุณ
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุม เชลซี เป็นฤดูกาลแรก พี่แกก็ทำสถิติชนะตั้งแต่ครั้งแรกได้แค่ 4 ครั้งติดต่อกันเพียงแค่นั้น
นอกเหนือจากนี้ต้องชื่นชมเจ้าของทีม เลสเตอร์ สิตี้ ด้วยครับผมที่ตกลงใจได้ถูกที่เอา "คนภายใน" อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละขึ้นมาคุมทีมแทน โดยไม่จำเป็นต้องไปพบผู้จัดการทีมคนใหม่ให้เสียเวลา
เคร็ก เช็คสเปียร์ เป็นคนประเทศอังกฤษโดยกำเนิด กำเนิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม ปัจจุบันนี้อายุ 53 ขวบ ในอดีตกาลเคยเป็นนักเตะของทีมในลีกด้านล่างๆอย่าง วอลล์ซอลล์, เชฟฯ เว้นส์เดย์, เวสต์บรอมวิช, กริมส์บี้, สคันธอร์ป, เทลฟอร์ด ยูไนเต็ด รวมทั้งเฮนส์ฟอร์ด ทาวน์ ก่อนห้อยสตั๊ด เมื่อปี 2000

เริ่มงานทางด้านผู้ฝึกสอนคราวแรกด้วยการเป็นกุนซือทีมสำรองของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนขึ้นมารักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการทีมของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" แทนที่ ไบรอัน ร็อบสัน ที่ถูกไล่ออกไป
ปี 2008 เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทีม เลสเตอร์ สิตี้ โดยเป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน จากนั้นก็ติดตาม ไนเจล เพียร์สัน ไปอยู่ที่ ฮัลล์ สิตี้ เมื่อปี 2010 ก่อนที่จะตามเจ้านายกลับมาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม อีกรอบในปี 2011
เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน ถูกไล่ออกมาจากตำแหน่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็แปลงเป็นผู้ช่วยของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมแบบเต็มกำลังพร้อมทำสถิติยอดเยี่ยม จำพวกที่ไม่เคยมีผู้จัดการทีมใครกันแน่ในลีกสูงสุดของอังกฤษเคยทำได้ คือคุมทีมคราวแรกแล้วชนะถึง 6 ครั้งติดต่อกัน
ตอนรักษาการแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ เวสต์บรอมวิช สมาชิกของเขาก็เอาชนะคู่ปรับได้เสร็จครับผม-ขอโทษ (บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0) นั่นนับว่าสถิติในการคุมทีม คือชนะ 100%
ตอนเด็กๆเคร็ก เช็คสเปียร์ คงจะลอกการบ้านเก่งครับผม เนื่องจากเขาเกือบจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร โดยทำทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกับที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เคยเสกให้ เลสเตอร์ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้วนั่นแหละ
ก็ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมันดีอยู่แล้ว มันพอดีอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนแปลงมันทำแมวน้ำอะไรล่ะ แถมยังสามารถปลุกจิตวิญญาณอันหื่นหิวของหมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ให้กลับมาได้เหมือนเดิมอีกต่างหาก
ก็แค่ในความเสื่อมของ เลสเตอร์ กลับถูกพวกปากหอยปากปูนินทาว่าเกิดขึ้นเนื่องจากนักฟุตบอลเล่นล้มผู้จัดการทีมคนเก่า ต่อเมื่อผลงานกลับมางามเป็นบ้าอีกรอบ กลับไม่มีผู้ใดมองดูเลยว่ามันเป็นความรู้ความเข้าใจของผู้จัดการทีมคนใหม่ ขอกล่าวว่า เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละหมายถึง"ว่าที่" ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษคนต่อไปครับผม

แหม่…นี่ถ้าหากผมเป็นประธานสโมสรบอลอังกฤษนะ ผมจะหาเรื่องปลด มึงเร็ธ เซาธ์เกต ออกมาจากตำแหน่งแล้วแต่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ เข้าไปแทนที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
รับประกันว่าทีมชาติอังกฤษมีโอกาสได้แชมป์โลกในปี 2018 นี้อย่างแน่นอน เนื่องจากนี่คือยอดเยี่ยมผู้จัดการทีมสายพันธุ์สิงโตขู่คำรามที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้
มันเป็นเรื่องน่าพิศวงมากมายครับผมที่อยู่ๆเลสเตอร์ สิตี้ ก็กลับชาติมาเกิดใหม่ แค่เพียงปลดผู้จัดการทีมคนเก่าออกไปแล้วเอา "มือขวา" ของผู้จัดการทีมคนเก่านั่นแหละเข้ามารับหน้าที่แทน
เรียนตามตรงว่าตั้งแต่หมกมุ่นกับเกมลูกหนังมาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี ผมไม่เคยได้เห็นอะไรที่มันย้อนแย้งกันอย่างรุนแรงแบบงี้มาก่อน
เมื่อได้ผลงานอันเร่าร้อนแบบช้างก็ผลักไม่อยู่ของ เลสเตอร์ สิตี้ รวมทั้งท้องนาต่อไปนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ อาจจะสับสนพลางรำพึงรำพันกับตนเองใต้ต้นซากูระเป็นภาษาอิตาลีว่า "กูทำผิดอะไร?" แต่ว่านี่แหละคือความเร้นลับ ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนฝูงทรยศ บนเหลี่ยมกลของโลกลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่ๆ (อ่อนแอก็แพ้ไป) อนึ่ง ผู้เล่นของ เลสเตอร์ ไม่ได้เล่นล้มผู้ฝึกสอนครับผม

หงส์พลิกกลับมานำเฉือนหวุดหวิดเบิร์นลีย์ สองต่อหนึ่ง

พลพรรคลิเวอร์พูลที่แม้จะโดนลูบคมเสียประตูเร็วตั้งแต่ต้นเกม แต่ยังสามารถพลิกเกมกลับมาเป็นฝ่ายเก็บสามแต้มได้สำเร็จ

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือหงส์ เปลี่ยนนักเตะจากเกมล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ชนะอาร์เซนอล 3-1 เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น คือ ดีว็อก โอริกี ซึ่งได้โอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงแทน โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน ที่มีปัญหาบาดเจ็บ

ด้านทีมเยือนของ ฌอน ไดค์ ซึ่งเคยสร้างเซอร์ไพรส์เปิดบ้านชนะลิเวอร์พูล 2-0 ในนัดแรกที่พบกันของฤดูกาลนี้ ยังจัดทัพมาในระบบ 4-4-2 ฝากความหวังพังประตูไว้ที่คู่กองหน้าอย่าง อังเดร เกรย์ กับ แอชลีย์ บาร์นส์

ออกสตาร์ทเกมมาเพียงแค่ 7 นาทีเท่านั้น เป็นเบิร์นลีย์ที่ได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็ว จากจังหวะที่ แม็ทธิว ลอว์ตัน เปิดบอลเรียดจากกราบขวาเข้ากลางให้ บาร์นส์ ล้มตัวพุ่งชาร์จระยะเผาขนตุงตาข่าย ส่งให้เดอะ คลาเรตส์ออกนำ 1-0

หลังเสียประตู ลิเวอร์พูลก็พยายามครองบอลบุกเข้าใส่เพื่อหวังตีเสมอให้ได้ จนกระทั่งมาประสบความสำเร็จ ในช่วงทดเจ็บนาทีที่ 45+1 จากจังหวะที่W88โอริกี เปิดบอลจากฝั่งซ้ายเข้าเขตโทษให้ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ยิงครั้งแรกไปติดบล็อค เบน มี แต่ลูกยังกระดอนมาหาหวดด้วยขวาดาบสองเข้าไป ทำให้จบครึ่งแรกด้วยผลเสมอ 1-1

ครึ่งหลังลิเวอร์พูล ยิ่งลุยบุกหนักกว่าเดิมเพื่อหวังเป็นฝ่ายแซงนำบ้าง ก่อนจะมาทำสำเร็จ ในนาทีที่ 61 จากจังหวะที่ โอริกี ไหลบอลให้ เอ็มเร จัน ซัดไกลด้วยขวาส่งบอลเรียดเข้าไปอย่างสวยงาม ช่วยให้ลิเวอร์พูลพลิกขึ้นนำ 2-1

จากนั้นไม่มีประตูเกิดขึ้นเพิ่มเติมอีก ทำให้สุดท้ายจบเกมเป็นลิเวอร์พูลที่เฉือนชนะไปแบบหวุดหวิด 2-1 เก็บเพิ่มเป็น 55 แต้ม ยังรั้งที่ 4 ต่อไป ส่วนเบิร์นลีย์อยู่อันดับ 12 มี 31 คะแนนเท่าเดิม

ปธ.ปารีสปัดขายแวร์รัตติไม่ว่าจะได้ค่าตัวแค่ไหน

นาสเซอร์ อัล-คาลิฟาประธานเปแอสเชยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่มีความคิดที่จะขายมาร์โค แวร์รัตติออกจากสโมสรไม่ว่าจะได้ราคาเท่าไหร่ก็ตาม

กองกลางวัย 24 ปีตกเป็นข่าวกับสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมโดยยังเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 2 ปี

''เราจะไม่ปล่อยเขาออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาสูงแค่ไหนและเขาจะอยู่ที่นี่กับเรา''